ผู้บัญชาการตำรวจภูธร 4 สั่งตำรวจ 11 จังหวัดฟ้อง"สนธิ-สโรชา"ด้านศาลจังหวัดยโสธรเลื่อนชี้ขาดหมายจับสองพิธีกรดัง ส่วน"ทักษิณ"ส่งทนายฟ้องอาญาซ้ำ พร้อมเปิดทางประนีประนอม ความคืบหน้าคดีที่ พล.ต.ต.สมพิศ ชนะมี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด ยโสธร ซึ่งได้รับมอบหมายจาก พล.ต.ท.สถาพร หลาวทอง ผบช.ภ.3 ประธานพิจารณาคดีที่ พ.ต.ท.สำเนียง ลือเจียงคำ รอง ผกก.สส.สภ.อ.เมืองยโสธร ร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีต่อนายสนธิ ลิ้มทองกุล และ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ ผู้ดำเนินรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และรัชทายาท
โดยตำรวจภูธรภาค 3 ซึ่งมี พล.ต.ต.สุรสีห์ สุนทรศารทูล รอง ผบช.ภ.3 ในฐานะหัวหน้าชุดสอบสวนข้อเท็จจริง และกรรมการพิจารณา คดีสรุปสำนวนระบุการกระทำของ นายสนธิ และ น.ส.สโรชา เข้าองค์ประกอบความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ออกหนังสือคำสั่งพิเศษสั่งการให้ พล.ต.ต.สมพิศ ชนะมี ผบก.ภ.จว.ยโสธร นำสำนวนฟ้องนายสนธิ และ น.ส.สโรชา ไปขออำนาจศาลจังหวัดยโสธร ออกหมายจับทั้งสองเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 23 พฤศจิกายน 2548
ศาลนัดฟังคำวินิจฉัยวันที่ 24 พ.ย.
ซึ่งศาลจังหวัดยโสธรได้รับสำนวนไปพิจารณาตามขั้นตอนกฎหมาย พร้อมกับแจ้งว่า ศาลจะต้องพิจารณาให้รอบคอบเป็นกรณีพิเศษ เพราะบุคคลที่ถูกตำรวจแจ้งดำเนินคดีเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลจังหวัดยโสธร ได้ให้รอฟังคำสั่งข้อวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า มีเหตุอันควรที่จะออกหมายจับนายสนธิ และน.ส.สโรชา สองผู้ดำเนินรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร ตามที่พนักงานสอบสวนได้ยื่นเรื่องขอมาหรือไม่ โดยจะพิจารณาจากพยานวัตถุและคำให้การของพยานบุคคล โดยศาลได้นัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 24 พฤศจิกายน เวลา 10.00 น.
ด้าน พล.ต.ต.สมพิศ ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งจาก ผบช.ภ.3 สั่งไม่ให้แถลงข่าว เพราะมอบหมายให้ พล.ต.ต.สุรสีห์ สุนทรศารทูล รอง ผบช.ภ.3 เป็นผู้ให้ข่าวได้แต่เพียงผู้เดียว
นายกฯ ฟ้องอาญา "สนธิ-สโรชา" หมิ่น
เมื่อเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน นายนพดล มีวรรณะ ผู้รับมอบอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล และ น.ส.สโรชา พรอุดมศักดิ์ สองผู้ดำเนินรายการ เมืองไทยรายสัปดาห์สัญจร เป็นจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา
ตามคำฟ้องระบุว่า เมื่อวันที่ 23 กันยายน-18 พฤศจิกายน 2548 ระหว่างเวลา 18.00-20.00 น. จำเลยทั้งสองร่วมกันดำเนินรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สัญจรครั้งที่ 1, 3, 4, 5, 7 และ 9 ณ ห้องประชุมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสวนลุมพินี ซึ่งมีประชาชนจำนวนมากเข้าฟัง พร้อมทั้งได้มีการเผยแพร่ภาพโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเอเอสทีวี ช่องนิว 1 ผ่านเคเบิลทีวี และสถานีวิทยุคลื่นต่างๆ ทั่วประเทศ
โดยระหว่างดำเนินรายการจำเลยที่ 1 พูดใส่ความโจทก์เป็นผู้ทำธุรกิจอย่างไม่สุจริต อาศัยการวิ่งเต้นกับผู้มีอำนาจเพื่อให้ได้รับสัมปทานดาวเทียมไทยคมและเครือข่ายโทรศัพท์ระบบ 900 โดยโจทก์เป็นผู้ไม่เลื่อมใสระบอบประชาธิปไตยทำธุรกิจด้วยการผูกขาด อีกทั้งโจทก์ยังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการบริหารและจัดการธุรกิจต่างๆ ของตระกูลชินวัตร และมีการขายหุ้นในเครือธุรกิจของกลุ่มญาติและครอบครัวของโจทก์ เพื่อเตรียมการหลบหนีไปต่างประเทศ
นอกจากนี้จำเลยที่ 1 ยังพูดใส่ความโจทก์ด้วยว่า โจทก์มีพฤติการณ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการขายหุ้นของบริษัททีพีไอ ด้วยการไปพูดกับบริษัทต่างชาติและผู้นำประเทศจีนไม่ให้เข้ามาซื้อหุ้นทีพีไอ โดยโจทก์ต้องการเอื้อประโยชน์ให้บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้เข้ามาซื้อหุ้นทีพีไออย่างไม่ชอบ
ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวเป็นการใส่ความหมิ่นประมาทโจทก์ ไม่ได้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ด้วยความสุจริตหรือติชมด้วยความเป็นธรรมตามวิสัยของประชาชน โดยจำเลยทั้งสอง ได้ใช้สิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนเกินขอบเขต กล่าวหาโจมตีใส่ร้ายป้ายสีโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย ดังนั้นโจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาลงโทษจำเลยตามกฎหมายและให้จำเลยทั้งสองร่วมกันลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวันหน้า 1 รวม 14 ฉบับเป็นเวลา 3 วันติดต่อกัน รวมทั้งขอให้นับโทษจำเลยทั้งสองต่อจากคดีอาญาหมายเลขดำที่ 340/2548 ที่โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ที่จำเลยทั้งสองร่วมกันกล่าวหาว่าโจทก์อ้างพระราชอำนาจแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช 2 พระองค์ ทั้งนี้ศาลรับคำฟ้องไว้พิจารณา พร้อมนัดไต่สวนมูลฟ้องโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 6 มีนาคม 2549 เวลา 09.00 น.
ทนายแย้มพร้อมประนีประนอมสนธิ
ด้านนายธนา เบญจาธิกุล กล่าวยืนยันว่า การฟ้องคดีไม่ใช่เพื่อปิดปากสื่อ ซึ่งสื่อมีสิทธิวิพากษ์วิจารณ์การบริหารราชการของรัฐบาล แต่ไมใช่ลักษณะตั้งโต๊ะกล่าวใส่ร้ายนายกรัฐมนตรีในเรื่องส่วนตัว โดยที่ผ่านมา นายกฯ เป็นฝ่ายที่ถูกรังแกมาตลอด และตอนนี้นายกฯ ได้เลือกใช้ช่องทางการฟ้องคดีเพื่อปกป้องตัวเอง
สำหรับที่หลายฝ่ายเสนอแนวทางให้ประนีประนอมยอมความกันนั้น ในการฟ้องคดีคู่ความมีสิทธิที่จะยอมความกันได้แต่ขณะนี้ ตนยังไม่ได้รับทราบข้อเสนอจากฝ่ายนายสนธิเลย ซึ่งเชื่อว่าเมื่อถึงจุดๆ หนึ่งการประนีประนอมยอมความก็อาจจะเกิดขึ้นได้
ผมพูดหลายครั้งแล้วว่า การที่นายกฯ เลือกใช้ช่องทางฟ้องคดีกลับนั้น ไม่ใช่การปิดปาก เพราะถึงแม้จะฟ้องคดีหมิ่นประมาทและขอให้ศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว แต่คำสั่งศาลห้ามคุณสนธิ พูดในเรื่องที่มีการฟ้องคดีเท่านั้น ไม่รวมถึงการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องบริหารราชการของรัฐบาล ซึ่งผมยืนยันว่า สื่อยังมีสิทธิเสรีภาพในการวิจารณ์รัฐบาลได้ เพราะไม่มีรัฐบาลในประเทศไหนที่สื่อวิจารณ์ไม่ได้ ถ้าวิจารณ์ไม่ได้ก็เรียกไม่ได้ว่าเป็นประชาธิปไตย ทนายความนายกรัฐมนตรี กล่าวและว่า ในการฟ้องคดีนายกฯ ไม่รู้สึกกังวลใจ เพราะเป็นการป้องกันตัวโดยใช้สิทธิฟ้องคดีตามกฎหมาย
สำหรับความคืบหน้าคดีที่ พล.อ.กิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ นายทหารนอกราชการฟ้อง นายกรัฐมนตรี กับนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น มีรายงานข่าวว่า คณะกรรมการชุดที่ พล.ต.ท.มนตรี จำรูญ เป็นประธาน จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าพิจารณาในวันที่ 24 พฤศจิกายน
"ทักษิณ" ใบ้ต่อบอกสื่อ "เอาแค่ยิ้มก็พอ"
ด้านความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ภายหลังเป็นประธานในพิธีเปิด และกล่าวสุนทรพจน์การประชุมนักธุรกิจอาเซียนญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน ได้กล่าวกับสื่อมวลชนขณะที่ดักรอสัมภาษณ์ว่า เอาแค่ยิ้มก็พอนะ ยิ้มอย่างเดียวก็พอ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า แล้วจะพบกับสื่อประจำสัปดาห์เมื่อไร พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวอย่างอารมณ์ดีว่า เอาไว้ปีหน้าค่อยคุยกัน ตอนนี้สื่อไม่มีงานทำไม่เป็นไรหรอก
มท.1 สั่งจับตามือที่ 3 แทรกงานสนธิ
พล.อ.อ.คงศักดิ์ วันทนา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเกิดการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มคนที่ไม่ชอบรัฐบาลรวมกับกลุ่มของนายสนธิ ว่า ขณะนี้ได้สั่งการไปยังผู้เกี่ยวข้องทุกส่วนแล้วให้ระมัดระวังสิ่งที่จะเข้ามาแทรกแซงการชุมนุมของประชาชน เพราะแม้ประเทศไทยเป็นประเทศในระบอบประชาธิปไตย จะสามารถชุมนุมได้โดยสงบ แต่ต้องไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญกับประชาชน หรือการจราจร และไม่ให้เกิดความวุ่นวาย
ซึ่งเราจำเป็นต้องเฝ้าดูไม่ให้มีมือที่ 3 เข้าไปแทรกแซง โดยในส่วนของจังหวัดต่างๆ นั้นได้ย้ำให้เฝ้าระวังและประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงอย่างเต็มที่
ผบช.ภ.4สั่งทุกโรงพักอีสานฟ้องสนธิ
จากการที่นายสนธิ ได้เดินทางมาร่วมลงชื่อเพื่อฟ้องร้องนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในกรณีการแต่งตั้งรักษาการสมเด็จพระสังฆราช เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่โรงแรมเจริญโฮเต็ล จ.อุดรธานี พร้อมมีการแจกแผ่นวีซีดีรายการเมืองรายสัปดาห์ให้ประชาชน โดยเนื้อหาในแผ่นวีซีดีมีคำพูดนายสนธิที่กล่าวถึงสถาบันพระมหากษัตริย์นั้น
เรื่องนี้ พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว ผบช.ภ.4 เปิดเผยว่า หลังได้รับทราบว่ามีการเผยแพร่ข้อความดังกล่าวในที่สาธารณะ ตนได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สิทธิพร โนนจุ้ย ผกก.สภ.อ.เมืองอุดรธานี รวบรวมแผ่นวีซีดีทั้งหมดที่พบเห็น เพื่อใส่ในสำนวนฟ้องนายสนธิในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ และหมิ่นประมาทบุคคลอื่นแล้ว โดยเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน ได้ตั้งทีมพนักงานสอบสวนทีมใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระดับอำเภอ จังหวัด และระดับภาค 4 โดยมีตนเป็นหัวหน้าทีมพิจารณาทุกสำนวน หากว่ามีความผิดก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที
พล.ต.ท.สถาพร เผยอีกว่า ในวันที่ 23 พฤศจิกายน ตนได้เรียกประชุมพนักงานสอบสวนทุกระดับ ที่ บก.ภ.จว.อุดรธานี เพื่อนำสำนวนการสอบปากคำพยานที่เข้าฟังการประชุม ประชาชนทั่วไป แกนนำกลุ่มสนับสนุนและคัดค้านนายสนธิ นักวิชาการ เป็นต้น เพื่อสรุปฐานความผิด โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ที่วางตัวเป็นกลางวิเคราะห์ว่า คำพูดนายสนธิหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ หรือเข้าข่ายหมิ่นประมาทผู้อื่นใดหรือไม่ ซึ่งคาดว่าใช้เวลา 1 สัปดาห์ คงจะส่งเรื่องฟ้องได้แน่นอน
"ผมยังได้ส่งหนังสือด่วนที่สุดไปยังสถานีตำรวจทั้ง 11 จังหวัดภาคอีสานตอนบน เพื่อให้หัวหน้าสถานีรวบรวมแผ่นวีซีดีหลักฐาน และรวบรวมสำนวนแจ้งความฟ้องนายสนธิ ในแต่ละพื้นที่มาวิเคราะห์และเตรียมฟ้องร้องร่วมกัน เพราะถือว่า เป็นการกระทำที่หมิ่นพระบรมเดชานุภาพอย่างสูง และยืนยันว่าตำรวจจะทำคดีอย่างเป็นกลาง ผิดหรือถูกว่ากันตามกฎหมาย โดยส่วนตัวผมในฐานะประชาชน ขอวิพากษ์คำพูดและการกระทำของนายสนธิว่า เป็นคนไม่มีมารยาท กระทำในสิ่งที่ไม่เหมาะสม แค่การวิจารณ์คนทั่วไปก็ยังไม่มีใครกล้าพูดได้เต็มปาก แต่นายสนธิกล้าที่จะพูดหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ คนส่วนใหญ่ก็ไม่พอใจ หากต้องการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลหรือรัฐมนตรี ก็ไม่น่าจะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คนทั้งประเทศเคารพนับถือมายุ่งเกี่ยว" พล.ต.ท.สถาพร กล่าว
อนึ่ง พล.ต.ท.สถาพร ที่เพิ่งเลื่อนตำแหน่งจาก รอง ผบช.ภ.4 ขึ้นเป็น ผบช.ภ.4 แทน พล.ต.ท.อชิรวิทย์ สุพรรณเภสัช ที่ย้ายไปเป็น ผช.ผบ.ตร.