อธิบดีกรมทรัพยากรทะเลชี้ ต้องใช้เวลา 15 ปีกว่าปะการังจะฟื้น แต่ส่วนใหญ่ปะการังน้ำตื้น เท่านั้นที่จะได้รับความเสียหายมาก ห่วงพะยูนจะสูญพันธุ์เพราะหญ้าทะเลเสียหาย ด้านกรมอุทยานฯเผยเกาะพระทอง พีพีดอน เขาหลักเสียหายมากที่สุด นายวินิจ รักชาติ ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะลว่า เบื้องต้น 1. อุทยานฯธารโบกขรณี มีชาวต่างชาติเสียชีวิต 7 คน ที่เกาะห้อง โดยห้องน้ำรวมเสียหายทั้งหมด สำนักงานเสียหายเล็กน้อย ป้อมยามโต๊ะปิคนิคเสียหาย 2. อุทยานฯหาดนพรัตน์ธารา ชาวต่างชาติเสียชีวิต 3 คน ชาวไทย 1 คน 3.อุทยานฯแหลมสน สำนักงานเสียหาย 90 เปอร์เซ็นต์ นักท่องเที่ยวชาวไทยเสียชีวิต 3 คน
4. อุทยานฯสิรินารถ สำนักงานและบ้านพักเสียหาย 90 เปอร์เซ็นต์ คนไทยเสียชีวิต 2 คน 5. อุทยานฯท้ายเหมือง ความเสียหาย 80 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่ทราบผู้เสียชีวิต 6. อุทยานฯเขาหลัก-ลำรู่ ในเขตอุทยานไม่เสียหาย ที่เสียหายมากเป็นเขตรีสอร์ต เสียหายมากทั้งชีวิตและทรัพย์สิน 7. อุทยานฯหมู่เกาะสุรินทร์ คนไทยเสียชีวิต 1 คน คนติดเกาะประมาณ 200 คน ปลอดภัย 8. หมู่เกาะสิมิลัน ตามเกาะปลอดภัย เสียหายมากที่หาดทับละมุทั้งในที่ฐานทัพเรือและที่ทำการอุทยานฯ มีผู้ติดเกาะค้างอีกประมาณ 100 คน8. เกาะพระทอง มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก เสียหายมากแต่ยังรวมจำนวนไม่ได้ 9.หมู่เกาะพีพี มีคนติดเกาะไม้ไผ่ 40 กว่าคน ชาวต่างประเทศเสียชีวิต 2 คน
สำหรับพื้นที่ที่น่าเป็นห่วง นายวินิจกล่าวว่า คือเกาะพระทอง เขาหลัก และหาดพีพีดอนที่เป็นพื้นที่ที่มีน้ำเอ่อท่วมขึ้นมา มีผู้เสียชีวิตมากและยังค้นหาไม่หมด ซึ่งขณะนี้กรมฯได้ระดมเจ้าหน้าที่ลงไปช่วยเหลือเต็มกำลัง และกำลังจัดสุนัขดมกลิ่นที่ได้รับการฝึกฝนตามโครงการของกรมอุทยานฯเข้าไปค้นหา คาดว่าในวันนี้น่าจะช่วยคนออกจากพื้นที่ที่ตกค้างได้หมด ทั้งนี้กรมฯได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการที่อ่าวพังงา
ด้านนายไมตรี ดวงสวัสดิ์ อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ทส.กล่าวว่า จากข้อมูลเบื้องต้นการเกิดคลื่นยักษ์ลักษณะนี้จะทำลายทรัพยากรสัตว์น้ำ ปะการังที่อยู่ในบริเวณน้ำตื้น ชายฝั่งเป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งหญ้าทะเล และพะยูนที่เป็นสิ่งที่น่าห่วง และจะต้องไปดูว่าได้รับผลกระทบอย่างไรบ้าง ซึ่งพะยูนเป็นสัตว์ที่มีจำนวนน้อยอยู่แล้ว หากหญ้าทะเลที่เป็นอาหารเสียหายอาจจะสูญพันธุ์ได้ แต่ส่วนทรัพยากรทางทะเลและสัตว์น้ำที่อยู่ในน้ำลึกลงไปไม่น่าจะมีปัญหา ไม่เหมือนกับการเกิดพายุที่จะทำให้เกิดผลกระทบมากกว่า
" ที่กังวลคือบริเวณชายฝั่ง คลื่นจะนำเอาทรายและขี้โคลนขึ้นมาทับถม ซึ่งจะต้องหาวิธีกำจัด อีกทั้งคลื่นดังกล่าวยังจะทำให้ปากแม่น้ำเปลี่ยนรูป การไหลของน้ำในแม่น้ำลงสู่ทะเลเปลี่ยนไป ทั้งยังจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของร่องน้ำในทะเลที่จะมีผลต่อการเดินเรือได้" นายไมตรี กล่าว
ในส่วนของชายหาดนั้น อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กล่าวว่า ชายหากที่ถูกทำลายมีขยะเกิดขึ้นมหาศาล กรมฯจะร่วมมือกับทางจังหวัดเข้าไปดำเนินการ ซึ่งคงต้องรอให้มีการเคลียร์เรื่องคนให้เรียบร้อยก่อน ส่วนหาดทรายที่มีโคลนทับถมนั้นคงต้องรอให้น้ำทะเลกลับสู่สภาพเดิมตามธรรมชาติ ซึ่งคงต้องรอให้ถึงฤดูมรสุมหน้า ส่วนการฟื้นฟูของปะการังนั้นตามหลักจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 15 ปีถึงจะฟื้น
หลังจากนี้กรมฯมีแผนที่จะดำเนินการคือ จะสำรวจความเสียหายเพื่อประเมินสถานการณ์และทำแผนงานเพิ่มเติมเพราะถือว่าเป็นประวัติศาสตร์สำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะในเรื่องของการป้องกันและการเฝ้าระวัง ซึ่งคงจะต้องใช้เหตุการณ์นี้เป็นบทเรียน เพราะยังมีโอกาสเกิดซ้ำขึ้นได้อีก และเราไม่สามารถจะรู้ว่าจะเกิดในระยะเวลาห่างกันแค่ไหน ทุกจังหวัดควรจะต้องมีมาตรการซ้อมรับมือ และต้องหันมาจัดระเบียบพื้นที่ริมทะเลกันเสียที โดยเฉพาะพวกที่ชอบสร้างร้านค้า บ้านเรือนริมชายหาด ที่ไม่ควรจะมีเกิดขึ้นอีก นายไมตรีกล่าว