เป็นเวลากว่าปีเศษแล้ว ที่ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ใช้เวลาไปกับการทดลองนำอสุจิของอาสาสมัครมา ล้างอสุจิ กำจัดเชื้อเอชไอวี ลดความเสี่ยงการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อจากสามีไปสู่ภรรยา ช่วยการเจริญพันธุ์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีจากแม่ไปสู่ลูก เป็นทางเลือกให้คู่สมรส โดยเฉพาะผู้ที่สามีติดเชื้อเอดส์ แต่ภรรยาไม่ติด สามารถมีลูกด้วยกันได้ โดยการล้างเชื้ออสุจิเพื่อกำจัดเชื้อไวรัสเอชไอวี
การทดลองกำลังดำเนินมาถึงขั้นล้างอสุจิได้ แต่ยังไม่ได้ทดลองขั้นต่อไปคือ การนำอสุจิที่ล้างแล้วนำกลับเข้าไปผสมกับไข่ของผู้หญิง ขั้นตอนนี้ยังอยู่ในขั้นของการวิจัยต่อไปตามขั้นตอน สภากาชาดไทยจึงยังไม่สามารถเปิดบริการล้างอสุจิผู้ป่วยโรคเอดส์ในไทยได้
เทคนิคในการล้างเชื้ออสุจิ รศ.น.พ.สุรสิทธิ์ ชัยทองวงศ์วัฒนา อธิบายว่า การช่วยการเจริญพันธุ์ในโครงการนี้ใช้วิธีที่เรียกว่า การผสมเทียม โดยนำอสุจิที่ผ่านกระบวนการล้างแล้วไปตรวจด้วยวิธีการพีซีอาร์ เพื่อดูว่าอสุจิที่ได้มีเชื้อเอชไอวีหรือไม่ หากไม่พบจึงนำไปฉีดเข้าโพรงมดลูกของภรรยา โอกาสในการตั้งครรภ์ประมาณร้อยละ 10-20 อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวยังไม่สามารถกำจัดเชื้อเอชไอวีได้หมด ดังนั้นภรรยาที่ได้รับการผสมเทียมควรมาตรวจเลือดเป็นระยะๆ
ผลการศึกษาในแถบยุโรป พบว่า สตรีกว่า 3,000 ราย ที่เข้ารับการฉีดตัวอสุจิที่ผ่านกระบวนการล้างแล้วไม่ติดเชื้อเอชไอวี ส่วนค่าใช้จ่ายประมาณ 5,000-10,000 บาทต่อครั้ง การทดลองนี้เป็นความพยายามของศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย ร่วมกับภาควิชาสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ เพื่อเตรียมความพร้อมของสังคมไทยกับการที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยากมีลูก
ศ.นพ.ประพันธ์ พานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ปัจจุบันการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีมีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยเฉพาะการมียาต้านเอชไอวี เอดส์จึงสามารถรักษาได้ ทำให้ผู้ติดเชื้อมีอายุยืนยาวและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ด้วยเหตุนี้ผู้ติดเชื้อส่วนหนึ่งจึงอยากมีลูก บางคนต้องลองผิดลองถูกกันเอง ทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเพิ่ม
โครงการช่วยการเจริญพันธุ์เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อเอชไอวีจากสามีสู่ภรรยา จึงเป็นทางเลือกให้คู่สมรส โดยเฉพาะที่สามีติดเชื้อแต่ภรรยาไม่ติด สามารถมีลูกด้วยกันได้ โดยการล้างเชื้ออสุจิ เพื่อกำจัดเชื้อไวรัสเอชไอวี เป็นการลดความเสี่ยงของการแพร่เชื้อไปสู่ภรรยา
ศ.กิตติคุณ น.พ.ประมวล วีรุตมเสน อดีตเลขาธิการแพทยสภา กล่าวว่า เราอยู่ในสังคมที่หลากหลายทั้งในภาคเศรษฐกิจ ภาครัฐ และสังคม การที่จะหล่อหลอมความคิดของคนในสังคมให้อยู่ในทิศทางเดียวกัน หรือกรอบเดียวกันนั้นยากมาก นอกจากนั้น ความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายในแง่ถ้าฉีดเข้าไปแล้ว ถ้าไม่สำเร็จจะทำอย่างไร ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ ลูกที่เกิดมาแล้ว หากพ่อแม่ตาย ใครจะดูแล ดังนั้นเรื่องแบบนี้จำเป็นต้องมองให้รอบด้าน
สิ่งสำคัญของโครงการนี้คือ มีกระบวนการให้คำปรึกษา ผู้เข้ารับบริการต้องมาคุย มาทำความเข้าใจในเรื่องนี้ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ
นายกมล อุปแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย กล่าวในมุมมองของผู้ติดเชื้อว่า ทุกวันนี้ผู้ติดเชื้อมีความหวังมากขึ้น หลายคนจึงอยากแต่งงาน อยากมีลูก โครงการนี้เป็นช่องทางหนึ่งที่ให้ผู้ติดเชื้อมีลูก โอกาสที่เด็กเกิดมาจะได้ติดเชื้อลดลง ที่สำคัญผู้ติดเชื้อจำเป็นต้องได้ข้อมูลที่รอบด้าน นอกจากนี้ ผู้ติดเชื้อต้องประเมินความสามารถของตัวเองด้วย แต่สิ่งที่ยากที่สุดคือ การปรับเปลี่ยนมุมมอง ทัศนคติในการมีลูกของผู้ติดเชื้อของคนในสังคม
ด้านผู้ทำงานด้านเอดส์ นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า คำถามเรื่องผู้ติดเชื้อเอชไอวีอยากมีลูกนั้น ตั้งอยู่บนอคติด้านความสามารถ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเรามีความพร้อม แต่ในแง่สังคม การยอมรับตัวผู้ติดเชื้อ มีความพร้อมหรือไม่ มีไม่บ่อยที่ผู้ติดเชื้ออยากมีลูก เนื่องจากเขามีวุฒิภาวะรู้เงื่อนไขของตัวเองดีกว่าคนอื่น แต่เมื่อก่อนเราปล่อยให้ผู้ติดเชื้อเสี่ยง ถ้าอยากมีลูก ก็ไม่ต้องป้องกัน สุดท้ายพ่อแม่ติดเชื้อ รวมทั้งลูกก็อาจมีโอกาสติดด้วย ดังนั้นการที่มีโครงการนี้จึงเป็นการช่วยสองต่อ แม่ไม่ติด ลูกไม่ติด ทำให้ครอบครัวมีความสมบูรณ์มากขึ้น
นายสมชาย หอมละออ สภาทนายความ แสดงความเห็นในเชิงสิทธิมนุษยชนว่า การมีลูกเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ โดยส่วนตัวแล้วเห็นด้วยกับโครงการนี้ ยิ่งหน่วยงานของรัฐมาให้ความสำคัญ ก็น่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้สังคมมากขึ้น ในด้านเทคนิควิทยาศาสตร์ทางด้านการแพทย์ก็มีความเป็นไปได้ในการที่จะให้คนมีลูกอย่างปลอดภัย แต่รัฐต้องส่งเสริมในแง่เงินทุนมากขึ้น คนจนจะได้เข้าถึงการรักษา
โครงการนี้ภาครัฐยืนยันว่า จะเดินหน้าทำอย่างแน่นอน
ที่มา : ศิริพร ระวีกูล
เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย