"เรื่องต่อไปนี้ เป็นเรื่องของน้องเฟิร์น...จาก www.eotoday.com ใน menu : sex must say โดยเข้าไปที่ teen talk ในการศึกษาเรื่องราวชีวิตของน้องเฟิร์นนั้น ไม่มีเจตนาจะว่ากล่าวหรือตำหนิใคร เพียงแต่หวังว่าบทเรียนนี้จะเกิดประโยชน์ต่อเด็กวัยรุ่นและผู้ปกครองท่านอื่นๆ เพื่อเด็กวัยรุ่นจะได้รู้จักและเข้าใจตนเอง รวมทั้งระมัดระวังมากขึ้น"
น้องเฟิร์น เป็นเด็กหน้าตาดี เป็นทั้งดรัมเมเยอร์ เชียร์ลีดเดอร์ นางรำ ฯลฯ ของโรงเรียน แน่นอน ย่อมมีเพื่อนผู้ชายมาจีบจนเพื่อนผู้หญิงในกลุ่ม ต่างก็อิจฉา แต่ตัวเธอเองกลับรู้สึกอึดอัด กลัวถูกที่บ้านว่า
พอเรียนอยู่ชั้น ม.3 ด้วยความคึกคะนองตามวัยและแรงเพื่อนยุ น้องเฟิร์นจึงเริ่มมีแฟนคนแรก ชื่อ ธร
ธรมีเพื่อนเป็นเด็กเกเรเยอะ หนึ่งในพวกนั้นก็คือ เอ ซึ่งเป็นคนหน้าตาดีมาก เจ้าชู้และเรียนไม่จบ ออกไปกลางเทอมแถมชอบทำตัวเป็นอันธพาล และน้องเฟิร์น ก็แอบชอบเอตั้งแต่แรกที่เห็น แต่เพราะเป็นแฟนกับธร จึงเลิกสนใจเอ
จนกระทั่งวันหนึ่ง เอขับรถมารับน้องเฟิร์นที่บ้าน บอกธรให้มารับเพื่อจะพาไปเที่ยว แต่ เอ กลับพาไปบ้านเพื่อนอีกคน บอกเหตุผลว่า ลืมของเลยแวะมาเอา โดยให้น้องเฟิร์นเข้าไปเป็นเพื่อน แถมถามน้องเฟิร์นว่า มีอะไรกับธรหรือยัง ชอบเรื่องอย่างว่าไหม
เมื่อเธอพยายามเลี่ยง เปลี่ยนเรื่องคุย บอกว่า ขอกลับไปทำธุระให้แม่ เอ จึงเข้ามาบีบแขน และปลุกปล้ำ น้องเฟิร์นจึงตกเป็นของเอ
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เอ ขอคบเป็นแฟน น้องเฟิร์น จึงลองคบดู แรกๆ เอ ก็ดีกับเธอมาก แต่ทุกครั้งที่เจอกันมักจบลงด้วยการมีอะไรกัน พอเรียนต่อ ปวช. ก็มีเด็กเทคนิคที่โรงเรียนมาจีบน้องเฟิร์นอีก หนึ่งในนั้นชื่อ กุ้ง
กุ้ง โทรบอกให้น้องเฟิร์น ไปช่วยทำรายงานกลุ่ม ปรากฏว่า พอไปถึงไม่มีเพื่อนคนไหนมาเลย แม้รู้สึกใจเต้นไม่เป็นจังหวะทุกทีที่มองหน้ากุ้ง แต่วันนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อ เอ รู้ก็โวยวาย หาเรื่องทะเลาะ และตบตีเธอ และเริ่มหึงหวงรุนแรงมากขึ้น ทำร้ายทุกครั้งที่เจอกัน และขู่ว่า ถ้าเลิกคบกัน จะเอาน้ำกรดมาสาด เมื่อทนไม่ได้ น้องเฟิร์นก็ขอที่บ้านตามพี่มาเรียนต่อมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ เพื่อหนีเอ
หลังหมดเรื่องของเอ น้องเฟิร์นเข็ดผู้ชาย รู้สึกผิดกับพ่อแม่ ที่ทำตัวเหลวไหลไปตามแรงเพื่อนยุ และสิ่งล่อใจรอบตัว ด้วยความคึกคะนองตามวัย โดยไม่คิดถึงอนาคต จึงตั้งใจเรียนให้จบเพื่อพ่อแม่ภูมิใจ
วัยรุ่น กับ "ความรัก" เป็นของคู่กัน มีหลากหลายอารมณ์ให้น่าค้นหา ทั้งสุข...ตื่นเต้น...หวั่นไหว...และอารมณ์ตื่นตัวทางเพศ...เหมือนมีแรงดึงดูดให้ 2 คนเข้าหากัน เพื่อได้ใกล้ชิดและสร้างความตื่นเต้น...หวั่นไหวมากขึ้น
เฟิร์น เป็นเด็กหน้าตาดี จึงหนีไม่พ้นที่จะเป็นเป้าหมายชายหนุ่มรุ่นเดียวกัน พ่อแม่ก็คงจะกังวลเรื่องนี้อยู่มาก จึงป้องกันลูกด้วยการสั่งห้าม และดุ กลายเป็นว่า ครอบครัวนี้ สื่อสารทางเดียว เฟิร์นมีสิทธิทำได้แค่รับฟังในสิ่งที่พ่อแม่บอกว่า "ไม่ควรทำอะไร"...
เรื่องที่เกิดขึ้น จากความคิดและการตัดสินของเฟิร์น จึงไม่เคยผ่านไปถึงหูของพ่อแม่เลย ไม่เคยแม้แต่จะคิดว่า... "เราปรึกษาพ่อแม่ได้" ในยามที่เพลี่ยงพล้ำ ช่วงที่สับสน เจ็บเนื้อเจ็บตัว เหมือนใช้ชีวิตโดยลำพังในบ้านที่มีครอบครัวนั่งอยู่ตรงหน้า
ซึ่ง เหมือนกับเด็กสาวอีกหลายบ้าน ที่คิดว่า...ถ้าพลาดไปแล้ว ต้องเก็บไว้เป็นความลับสุดยอด...คนเดียว...
ความหวั่นไหวในใจของเด็กสาวเมื่ออยู่ใกล้ผู้ชาย เป็นการทำงานของฮอร์โมนเพศที่กระตุ้นให้เกิดความตื่นตัว ไม่อาจเรียกได้ว่า เป็นความรัก มีองค์ประกอบหลายอย่างมากมายในคน 2 คน ที่จะต้องใช้เวลาศึกษาซึ่งกันและกันนานจนก่อให้เกิดคำว่า "ความรัก"...แต่การหาความรู้เรื่องเพศ เรื่องความรักที่วัยรุ่นส่วนใหญ่สนใจและต้องการคำตอบนั้น เขาค้นคว้าและแสวงหาคำตอบด้วยวิธีอะไรบ้าง? ถ้าผู้ใหญ่ไม่สามารถสื่อสารกับลูกให้เข้าใจได้
นอกจากวิธีการลองผิดลองถูกด้วยตนเองอย่างที่เฟิร์นเรียนรู้ และได้ข้อสรุปเองอย่างไม่ค่อยชัดเจนนัก การถามความคิดเห็นและประสบการณ์จากเพื่อนๆ การเปิดดูหนังโป๊ และอีกหลายวิธี จึงเป็นการหาคำตอบให้กับความสงสัยที่วัยรุ่นเองรู้สึกถึงทางตัน
"ทำไมอยู่ใกล้กับเพศตรงข้ามแล้วอวัยวะเพศถึงแข็งตัว? แบบนี้เรียกว่าเซ็กส์จัดหรือไม่? ถ้าเราชอบผู้ชายคนนี้ การมีอะไรกันก็ไม่เห็นเป็นอะไรผู้ใหญ่ต่างหากที่เป็นปัญหา?
ถ้าครอบครัวนี้ มีความสัมพันธ์ที่ดีในการสื่อสาร พูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ชาย-หญิง ทักษะชีวิตกันอยู่เรื่อยๆ มีกฎเกณฑ์ของบ้านภายใต้ความรักและเข้าใจของพ่อแม่ เมื่อเฟิร์นรู้สึกหวั่นไหวกับเอ คงกล้าพอที่ปรึกษากับพ่อแม่ เพื่อช่วยศึกษาคนคนนั้น ถ้าไม่ด่วนออกคำสั่ง เผด็จการ พ่อแม่ก็คงจะได้ยินข้อมูลที่เป็นจริงจากลูก
เรื่องนี้อาจจบไปตั้งแต่แรก เพราะ เฟิร์น คงไม่ไปไหนกับผู้ชายสองต่อสอง รู้ทันเมื่อผู้ชายพูดตัดพ้อ เพื่อให้เห็นใจ รู้จักอารมณ์และควบคุมตัวเองได้มากกว่านี้ การสมยอมในทางเพศก็จะไม่เกิดขึ้น
ไม่ว่าพ่อแม่จะรู้สึกลำบากใจแค่ไหนในการพูดคุยกับลูกเรื่องเพศ ก็อย่าผลักภาระนี้ ด้วยการปกปิดเรื่องเพศกับลูก ตำหนิว่า เป็นเรื่องทะลึ่ง สกปรกจนพ่อแม่เองยังไม่กล้าพูดกับลูก...เมื่อไปตกอยู่กับลูกทั้งหมด จึงเกินความสามารถของเด็กที่จะหาคำตอบเองได้อย่างถูกอย่างควร ภายใต้ยุคข้อมูลข่าวสาร ยุคบริโภคนิยม ที่มองหาความไว้วางใจได้ยากขึ้นทุกที...
โดย
พ.ญ.เสาวภา วชิรโรจน์ไพศาล