เคมีบำบัด คือ การรักษาด้วยยาเพื่อควบคุม หรือทำลายเซลล์มะเร็ง โดยการออกฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตและแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง และทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง บางครั้งอาจมีผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปากอักเสบ ผมร่วง อาการจะมีมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับชนิดของยา สภาวะความแข็งแรงของร่างกาย ความพร้อมทางด้านจิตใจของผู้ป่วย
ระยะเวลาของการให้ยาเคมีบำบัด ขึ้นอยู่กับชนิดและระยะของโรคมะเร็ง รวมทั้งผลการตอบสนองต่อยาของผู้ป่วยแต่ละราย โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้วิเคราะห์ แนะนำ และกำหนดเวลา ตลอดจนเลือดยาที่ได้ผลดีที่สุดต่อผู้ป่วย การให้เคมีบำบัดแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสูตรยาที่ใช้และสภาพร่างกายของผู้ป่วย บางครั้งอาจต้องหยุดยาชั่วคราว เพื่อให้ร่างกายมีเวลาพักและซ่อมแซมเซลล์ปกติให้แข็งแรงที่จะให้ยาครั้งต่อไปได้
ผู้ป่วยบางรายอาจท้อแท้ เพราะระยะเวลาอันยาวนานของการรักษา ถ้าหากมีความกังวลใจ ควรปรึกษาแพทย์ผู้ดูแล แพทย์อาจปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแผนการรักษาให้เหมาะสม และไปตรวจตามนัดทุกครั้ง การได้ยาไม่ครบ หรือระยะเวลาไม่ตรงกำหนด จะก่อให้เกิดผลเสียต่อการรักษา ถ้ามีเหตุจำเป็นที่จะต้องเลื่อนระยะเวลาการให้ยา ควรปรึกษาแพทย์ผู้รักษาก่อนทุกครั้ง
การดูแลตนเองขณะรับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษา ถ้าผู้ป่วยร่วมมือด้านการดูแลตนเองและร่วมมือในการปฏิบัติตามคำแนะนำ จะช่วยให้การรักษาได้ผลดียิ่งขึ้น ควรดูแลตนเองดังนี้
1.สังเกตผิวหนังบริเวณที่ฉีดยา ถ้ารู้สึกปวด บวม แดง หรือสงสัยว่ามียารั่วซึมออกนอกหลอดเลือด ต้องแจ้งเจ้าหน้าที่พยาบาลทันที
2.ดื่มน้ำมากๆ เพื่อช่วยขับสารเคมีที่อาจตกค้างในร่างกายออกทางปัสสาวะ
3.ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียน ให้แจ้งพยาบาลทันทีเพื่อรีบการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
อาการสำคัญที่ควรปรึกษาแพทย์ เมื่อได้รับยาเคมีบำบัด คือ มีแผลในปากและคอ ซึมลง ชัด หรือมีอาการเกร็งผิดปกติ ไข้สูงเกิน 38 องศาเซลเซียส ท้องผูกหรือท้องเดินอย่างรุนแรง น้ำหนักลดหรือเพิ่มอย่างรวดเร็ว มีอาการบวมผิดปกติ ไอ มีเสมหะ เหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก เลือดออกง่าย หรือไม่หยุด หรือมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง ปัสสาวะเป็นเลือด มีผื่นขึ้นตามลำตัว มีอาการปวดท้องรุนแรง คลื่นไส้อาเจียนอย่างรุนแรง ปวดแสบ ปวดร้อน บวมแดงบริเวณให้ยา และมีการติดเชื้อเกิดขึ้น
โรงพยาบาลกรุงเทพ