|
WWW.KOMCHADLUEK.NET จำคุกพระนะยะลักพระหยกฟันสมภารหนองแซงแต่งส่าหรี ![]() สั่งจำคุกเจ้าอาวาสวัดโบสถ์บน 1 ปี ฐานลักทรัพย์พระพุทธรูปหยกแกะของ อดีต ส.จ.คนดังบางบัวทอง อีกรายเจ้าอาวาสวัดดังหนองแซง สระบุรี โดน 2 เด้ง แจ้งผู้การสระบุรี หวังจับศิษย์ก้นกุฏิรวมหัวพระลูกวัด รีดเงินอีก 2 ล้าน แลกภาพถ่ายแต่งส่าหรีเปิดเผยสาธารณชน ตะครุบตัวได้คาหนังคาเขา ศิษย์แสบสารภาพหมดเปลือก อาจารย์ชอบไม้ป่าเดียวกันถูกใจจ่ายไม่อั้น ด้านเจ้าตัวปฏิเสธ เจ้าคณะจังหวัดยันแต่งส่าหรีผิดวินัยสงฆ์ร้ายแรง ดำเนินการขั้นเด็ดขาด จากกรณี นายไพโรจน์ สุขจั่น อดีต ส.จ.เขตอำเภอบางบัวทอง จ.นนทบุรี และเจ้าของบริษัท บัวทอง พร็อตเพอร์ตี้ เข้าแจ้งความต่อตำรวจ สภ.บางใหญ่ ให้ดำเนินคดีกับพระครูปลัดนฤพนธ์ ติสฺสวโร เจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (บน) ต.บางคูเวียง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี ในข้อหาวิ่งราวทรัพย์ เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2550 ที่ผ่านมานั้น เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 15 พฤษภาคม ที่ศาลอาญาจังหวัดนนทบุรี ห้องพิจารณาคดีบัลลังก์ 17 ผู้พิพากษาศาลอาญาจังหวัดนนทบุรี ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ในคดีดังกล่าว โดยศาลได้พิจารณาแล้วเห็นว่าพระครูปลัดนฤพนธ์ ติสฺสวโร กระทำความผิดจริงตามข้อกล่าว แต่พฤติการณ์เป็นไปในทางข้อหาลักทรัพย์ จึงตัดสินให้จำคุก 1 ปี ปรับ 1 หมื่นบาท ฐานลักทรัพย์ แต่เนื่องจากพระครูปลัดนฤพนธ์ไม่เคยต้องโทษหรือกระทำความผิดมาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญาเป็นเวลา 2 ปี ทั้งนี้ นายไพโรจน์ได้นิมนต์พระครูปลัดนฤพนธ์มาฉันเพลทำบุญบ้าน และได้ถวายพระพุทธรูปไม้แกะสลักแด่พระสงฆ์ที่นิมนต์มารูปละ 1 องค์ แต่พระครูปลัดนฤพนธ์ขอเพิ่มอีก 1 องค์ ซึ่งนายไพโรจน์ตอบว่าหมดแล้ว พระครูปลัดนฤพนธ์จึงเดินไปที่ห้องพระ และขอพระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งทำจากหยกสีม่วง ซึ่งนายไพโรจน์ตอบว่ามีเพียงองค์เดียวเท่านั้น แต่พระครูปลัดนฤพนธ์ก็หยิบพระพุทธรูปที่ทำจากหยกสีม่วงใส่ย่าม แล้วเดินกลับไปขึ้นรถรีบกลับวัดทันที นายไพโรจน์จึงโทรศัพท์ติดต่อกับพระครูปลัดนฤพนธ์ เพื่อขอพระพุทธรูปองค์ดังกล่าวคืน แต่พระครูปลัดนฤพนธ์ตอบบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด จนกระทั่งเวลาผ่านไปประมาณ 7 เดือน ช่วงเวลานั้นนายไพโรจน์ได้ติดต่อพระครูปลัดนฤพนธ์ เพื่อทวงถามพระคืนมาโดยตลอด แต่ก็ได้รับคำตอบว่า พระพุทธรูปองค์ดังกล่าวถูกขโมยหายไปแล้ว นายไพโรจน์จึงตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีเจ้าอาวาสวัดโบสถ์ (บน) ในสุด จนกระทั่งต่อมาศาลได้นัดพิจารณาคดีในวันที่ 15 พฤษภาคม ภายหลังจากที่จากฟังคำพิพากษาแล้ว พระครูปลัดนฤพนธ์มีสีหน้าเคร่งเครียด และจ่ายเงินค่าปรับจำนวน 1 หมื่นบาท แล้วรีบเดินทางกลับวัดทันที โดยไม่ยอมให้สัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวแต่อย่างใด ก่อนหน้านี้มีผู้ส่งรูปพระครูปลัดนฤพนธ์ไปร้องเรียนสื่อมวลชนและเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี ว่ามีพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะมีความใกล้ชิดกับพระรูปอื่น ซึ่งส่อไปในลักษณะไม่สมกับเป็นสมณเพศ แจ้งจับศิษย์กรรโชกทรัพย์แต่งหญิง วันเดียวกัน เมื่อเวลา 11.00 น. ที่ห้องปฏิบัติการชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดสระบุรี พระครูพิพัฒน์สารกิจ หรืออาจารย์ชัย อายุ 65 ปี เจ้าอาวาสวัดหนองหญ้าปล้อง หมู่ 2 ต.หนองแซง อ.หนองแซง จ.สระบุรี เข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือจาก พล.ต.ต.อลงกรณ์ หทัยยุทธิ์ ผบก.ภ.สระบุรี ว่า ได้ถูก นายเนตร หรือสมเนตร ไม่ทราบนามสกุล อายุ 35-40 ปี อดีตพ่อค้าเร่ขายมีดอรัญญิก และเป็นเซียนพระ บ้านอยู่ ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเคยมาช่วยเหลืองานที่วัดเป็นครั้งคราว ได้นำภาพถ่ายที่ตนสวมใส่ผ้าส่าหรีของสุภาพสตรีเป็นเจ้าแม่อุมาเทวี มาข่มขู่ว่าจะนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณชน นอกจากนี้ นายเนตรยังแอบอ้างอีกว่า เป็นคนสนิทของพระธรรมปิฎก เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาท ซึ่งเป็นเจ้าคณะจังหวัดสระบุรี สามารถวิ่งเต้นให้แต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลไก่เส่า อ.หนองแซง ที่ว่างอยู่ได้ หากไม่อยากให้เรื่องอื้อฉาวจนขาดจากการเป็นพระ และต้องการเป็นเจ้าคณะตำบลไก่เส่า ให้จ่ายเงิน 2.25 แสนบาท เพื่อให้เรื่องเงียบ ยินยอมจะคืนภาพถ่ายให้ และจะวิ่งเต้นให้เป็นเจ้าคณะตำบลโดยเร็ว "อาตมาหลงเชื่อจึงได้ยินยอมจ่ายเงินให้ไป เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจำนวนหนึ่ง และผ่อนจ่ายให้อีกจำนวนหนึ่งในวันที่ 6 เมษายน ปรากฏว่า นายเนตร ได้กลับมาที่วัดอีกครั้ง โดยยื่นเงื่อนไขเหมือนครั้งแรกซึ่งอ้างว่า นอกจากภาพถ่ายแล้วยังมีซีดีลับที่ยังเก็บไว้อีก ขอให้อาตมาจ่ายเงินอีก 3 แสนบาท มิเช่นนั้นเกิดเรื่องแน่ อาตมาจึงจำใจไปหยิบยืมเงินจากญาติโยมจ่ายให้ไปอีก" พระครูพิพัฒน์สารกิจ กล่าว พระครูพิพัฒน์สารกิจ กล่าวอีกว่า กระทั่งเมื่อบ่ายวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายเนตรได้เดินทางมาหาอีกและพูดจาข่มขู่และยื่นคำขาดว่าให้จ่ายเงินมาอีก 2 ล้านบาท จึงจะยอมยุติทุกเรื่องพร้อมทั้งจะคืนแผ่นซีดีที่มีอยู่ให้ทันที ตนไม่รู้จะทำอย่างไรจึงทำใจดีสู้เสือรับปากขอผัดผ่อนและได้นัดกับนายเนตรว่า วันที่ 15 พฤษภาคม เวลา 13.00 น. ให้มารับเงินตามที่นัดหมายเหมือนเช่นทุกครั้งได้ พระครูพิพัฒน์สารกิจ กล่าวว่า การที่ถูกข่มขู่เรียกเงินครั้งนี้ สงสัยว่าน่าจะมีพระลูกวัดรูปหนึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จึงขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือจับกุมให้ด้วย หลังทราบเรื่องราวทั้งหมดแล้ว พล.ต.ต.อลงกรณ์ จึงมีคำสั่งให้ พ.ต.ท.สุเทพ ชนะสิทธิ์ รอง ผกก.หน.กลุ่มงานสืบสวน ภ.จว.สระบุรี นำกำลังวางแผนนำธนบัตรฉบับละ 1,000 บาท ถ่ายเอกสาร ยัดไส้ใส่ถุงกระดาษสีน้ำตาล ทำทีว่า พระครูพิพัฒน์สารกิจออกจากวัดมาเบิกเงินสดที่ธนาคารแห่งหนึ่งในตัวเมืองสระบุรี และกลับวัดตอนใกล้เวลา 12.00 น. โดยซุ่มกำลังตำรวจนอกเครื่องแบบรอทีอยู่ จนใกล้เวลานัดหมาย ได้มี พระสุรพงศ์ โพธ์เงิน หรือพระต่าย พระลูกวัดเดินออกมาที่ถนนบริเวณร้านค้าหน้าวัด พร้อมกับโทรศัพท์แจ้งให้นายเนตรซึ่งรออยู่ห่างวัดเล็กน้อยทราบว่า เจ้าอาวาสไปเบิกเงินกลับมาแล้ว จากนั้นนายเนตรได้ขี่รถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีดำแดง ทะเบียน ขขต 322 มาจอดที่หน้ากุฏิเดินตรงเข้าไปรับเงินจากพระครูพิพัฒน์สารกิจ เจ้าหน้าที่ที่ซุ่มรออยู่จึงได้กรูกันเข้าจับกุมทันที ส่วนพระสุรพงศ์ซึ่งอยู่อีกกุฏิเห็นท่าไม่ดีจึงวิ่งหนีออกทางหลังวัด เจ้าหน้าที่วิ่งไล่กวดจับกุมไว้ได้ นิมนต์ไปค้นกุฏิที่พัก พบเงินสด 5 หมื่นบาท ชุดฆราวาส กางเกงยีน เสื้อผ้า หมวกกันน็อก มีดสปาร์ตา 1 ด้าม โทรศัพท์มือถือที่ใช้ติดต่อนัดหมายกับนายเนตร 1 เครื่อง จึงนิมนต์มาสอบสวนพร้อมกับนายเนตร สารภาพชอบไม้ป่าเดียวกัน จากการสอบสวน ทั้งคู่รับสารภาพว่าได้ร่วมกันกรรโชกทรัพย์จาก พระครูพิพัฒน์สารกิจจริง และนำเงินมาแบ่งกัน นายเนตรนั้น มีชื่อจริงว่า นายทาเนตร สมเนตร อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33/3 หมู่ 2 ต.ท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา รับสารภาพอย่างหมดเปลือกว่า ความจริงนั้น สนิทสนมเกินความเป็นลูกศิษย์กับพระครูมานานกว่า 5 ปีมาแล้ว เพราะพระครูมีรสนิยมไม้ป่าเดียวกัน เมื่อเข้ามารับใช้แต่ละครั้งจะได้เงินไปใช้จ่ายครั้งละ 500-1,000 บาท หากถูกใจจะได้ถึง 2,000 บาท ส่วนพระสุรพงศ์กล่าวในทำนองเดียวกันว่า เคยได้รับการตักเตือนจากพระที่บวชมาก่อนว่า ระวังอย่าได้ไปจำวัดที่กุฏิเจ้าอาวาสโดยเด็ดขาด เพราะมีรสนิยมไปในทำนองนี้ ส่วนเรื่องที่ร่วมกันนำภาพถ่ายมาแบล็กเมล์เจ้าอาวาสนั้น ก็เพราะเห็นว่าเป็นภาพถ่ายที่โจ่งแจ้งไม่เหมาะสม และสามารถหาเงินได้ง่ายดี ส่วนเรื่องที่อ้างว่าเป็นคนสนิทเจ้าคณะจังหวัดไม่จริงแต่อย่างใด กุเรื่องขึ้นเอง เพียงแค่เคยนำมีดไปขายที่วัดพระพุทธบาทเท่านั้น เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาว่าร่วมกันกรรโชกทรัพย์ ก่อนนิมนต์พระสุรพงศ์ไปให้เจ้าคณะตำบลปากเพรียว อ.เมืองสระบุรี ทำการสึกและคุมตัวไว้ดำเนินคดี ทางด้านพระครูพิพัฒน์สารกิจ ที่ถูกพระลูกวัดและศิษย์แสบกล่าวหาว่าชอบไม้ป่าเดียวกันนั้น กล่าวปฏิเสธทันทีว่าไม่เป็นความจริง ทั้งคู่กุเรื่องแก้เกี้ยว หากเป็นเช่นนั้นจริง จะกล้ามาแจ้งความขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือ ขณะที่ พระธรรมปิฎก กล่าวถึงการที่พระครูพิพัฒน์สารกิจสวมใส่ผ้าส่าหรีของสุภาพสตรีเป็นเจ้าแม่อุมาเทวี และทรงเจ้าดูดวงนั้นถือว่า ผิดวินัยสงฆ์ร้ายแรงหรือเป็นโลกะวัชชะ โลกติเตียน เนื่องจากการเป็นพระต้องแต่งกายด้วยชุดสีเหลืองหรือสีกรักเท่านั้น ในเรื่องนี้จะได้เร่งสั่งการให้เจ้าคณะอำเภอรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น และให้ดำเนินการโดยเด็ดขาดต่อไป |