WWW.KOMCHADLUEK.NET

จีนระทึกเขื่อนร้าวตายพุ่ง2หมื่นสลดแท่งปูนทับขาด.ญ.ตัดขาช่วย

จีนระทึกผวาเขื่อนแตกหลังสอบพบรอยร้าวใน "เขื่อนจือผิงผู่" ส่งทหาร 2,000 เร่งซ่อมแซม สุดสลดเด็กหญิงถูกคอนกรีตทับ แพทย์ต้องตัดขา 2 ข้างช่วยชีวิต ยอดตายทะลุ 2 หมื่อศพ คาดพุ่งถึง 5 หมื่นศพ ขณะที่พม่าฉาวหนักของบริจาคขายอื้อกลางตลาดย่างกุ้ง แฉซ้ำทหารไล่ประชาชนบีบเอาที่นา ด้านนายกฯ พม่าซาบซึ้งน้ำพระราชหฤทัยในหลวง

เหตุการณ์แผ่นดินไหว 7.9 ริกเตอร์ ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน นอกจากจะสร้างความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนชาวจีนอย่างใหญ่หลวงจนไม่สามารถประเมินค่าได้แล้ว เหตุการณ์ดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่อประเทศจีนในด้านอื่นๆ อีกมากมาย ล่าสุดมีรายงานออกมากว่า ผลของการเกิดแผ่นดินไหวครั้งนี้ ส่งผลกระทบไปถึงเขื่อนและอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ประสบภัยพิบัติอย่างหนัก เนื่องจากพบว่าเขื่อนและอ่างเก็บน้ำเกิดรอยร้าวจากแรงสั่นสะเทือนดังกล่าว

จีนรับเขื่อน-อ่างเก็บน้ำมีปัญหา

 เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม นายเฉิน เหลย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำของจีน แถลงผ่านสำนักข่าวซินหัวว่า จีนกำลังประสบปัญหาความปลอดภัย การป้องกันน้ำท่วมตามเขื่อนและอ่างเก็บน้ำต่างๆ ในมณฑลเสฉวนจริง แต่ระดับความเสียหายของเขื่อนจำนวนมากยังไม่ชัดเจน ขณะที่ นายเจียว หย่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงทรัพยากรน้ำกล่าวว่า ผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เขื่อนจือผิงผู่ ที่ตั้งอยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหว มีโครงสร้างมั่นคงและปลอดภัยดี

 ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า ทางการจีนระบายน้ำออกจากเขื่อนจือผิงผู่เพราะตรวจพบรอยร้าวอันตรายที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหว นอกจากนี้ ทางการยังได้ส่งทหาร 2,000 คน รุดไปซ่อมแซมเขื่อนดังกล่าว ขณะที่สถานีไฟฟ้าพลังน้ำต่างๆ เกิดความเสียหายอย่างหนักจากแผ่นดินไหว ทำให้เมืองตู้เจียงเหยียน ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองเหวินฉวนประมาณ 50 กม. นอกจากนี้ หากเขื่อนแตกพื้นที่ส่วนใหญ่ของที่ราบเฉิงตูจะจมอยู่ใต้น้ำ ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์ปักกิ่ง ไทม์ส รายงานว่า ดินที่ถล่มจากแผ่นดินไหวได้ลงไปปิดทางไหลของแม่น้ำสายหนึ่งในเมืองเป่ยชวน ส่งผลให้น้ำเอ่อขึ้นท่วมพื้นที่ กลายเป็นอุปสรรคต่อการช่วยเหลือผู้รอดชีวิตเป็นอย่างมาก

 

ตัดขาเด็กหญิงช่วยชีวิต

 ทั้งนี้ มีรายงานว่า เจ้าหน้าที่กู้ภัยสามารถช่วยชีวิตเด็กหญิงวัย 11 ขวบคนหนึ่ง ที่ติดอยู่ในซากโรงเรียนที่เมืองอิงจิ่ว นานถึง 64 ชั่วโมง ขณะที่เมืองตู้เจียงเหยียน เจ้าหน้าที่กู้ภัยได้ช่วย ด.ญ.เหอ ฉุ่ยชิง ซึ่งติดอยู่ใต้ซากโรงเรียนนานถึง 50 ชั่วโมงออกมาได้ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยผู้หนึ่งกล่าวว่า ได้ยินเสียงอ่อนแรงของเด็กหญิงผู้นี้ร้องเรียกว่า "ลุง ช่วยหนูด้วย ช่วยหนูด้วย" ซึ่งเจ้าหน้าที่กู้ภัยคนดังกล่าวยังย้ำว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับเด็กหญิงคนนี้ เสียงของ ด.ญ.เหอ ที่ร้องขอความช่วยเหลือคงจะตามหลอกหลอนเขาไปตลอดชีวิต อย่างไรก็ตาม สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือเด็กนักเรียนออกมาจากใต้ซากได้ 84 คน แต่ก็มีอีกอย่างน้อย 270 คนที่ได้รับการยืนยันว่าเสียชีวิตในช่วงเช้าวันพฤหัสบดี

 นอกเหนือจากการช่วยเหลือผู้ที่ติดอยู่ในซากอาคารมานานหลายชั่วโมง เจ้าหน้าที่กู้ภัยในเขตฮั่นหวาง เมืองเมียนจู ทางเหนือของนครเฉิงตู ได้ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการให้แพทย์ตัดขา ด.ญ.หยาง หลิว ออกทั้งสองข้างเพื่อรักษาชีวิตไว้ โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยกล่าวว่า เสี่ยงอันตรายเกินไปที่จะย้ายคอนกรีตที่ทับขาเด็กหญิงอยู่เพื่อนำร่างออกมา เนื่องจากคอนกรีตอาจขยับลงมาทับมากขึ้นไปอีก ระหว่างช่วยชีวิตเจ้าหน้าที่ได้นำหมวกป้องกันศีรษะมาสวมให้เด็กหญิง พร้อมนำน้ำมาให้ดื่ม หลังตัดขาออกแพทย์ได้รีบนำร่างเด็กหญิงส่งโรงพยาบาลที่เมืองเต๋อหยางซึ่งอยู่ใกล้เคียง แต่อาการยังไม่พ้นขีดอันตราย

แม่-ลูกวัย 20 เดือนรอดชีวิต

 สำนักข่าวซินหัวรายงานอ้างการเปิดเผยของ นายหม่า หยุนเซียง ที่เผยว่า ตัวเองเกือบเสีย นางหวัง ซื่อฟาง ภรรยา และลูกชายวัย 20 วัน ไปกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้ โดยนางหวังเผยว่า ขณะเกิดแผ่นดินไหวตนพยายามอุ้มลูกชายวิ่งหนีออกจากบ้าน แต่บ้านได้พังถล่มทับขาและเอวของตนไว้จนขยับไปไหนไม่ได้ แถมตนยังทับลูกเอาไว้ด้วย แต่โชคดีที่สามี พี่ชาย และพี่สาวที่มีกำหนดเดินทางมาเยี่ยมตนในวันนั้น รีบมาช่วยดึงออกจากซากปรักหักพังของบ้าน ขณะที่ลูกชายนั้นหายใจไม่ออก หน้าเปลี่ยนเป็นสีม่วงคล้ำ แต่ก็รีบช่วยผายปอด และกลับมามีชีวิตรอดอีกครั้งหนึ่ง

 นายจู ฝูหมิน นักเรียนชั้นมัธยมปลายได้รับยกย่องจากครูและเพื่อนร่วมชั้นให้เป็นวีรบุรุษจากความกล้าหาญและความมีไหวพริบที่ทำให้เพื่อน 33 คนรอดชีวิต โดยนายไต้ อิ๋งอิ๋งเผยว่า ขณะเกิดเหตุแผ่นดินไหว นายฝูหมินได้ตะโกนบอกให้เพื่อนๆ นอนคว่ำ และให้รีบคลานเข้าไปอยู่ใต้โต๊ะเรียน จากนั้นหลังคาเรียนก็พังลงมา ทำให้ห้องเรียนมืดมิด ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของเพื่อนๆ ซึ่งนายฝูหมินพยายามปลอบประโลมเพื่อนๆ ให้สงบลง ก่อนที่ในอีก 1 ชั่วโมงต่อมา นายฝูหมินได้ยินเสียงด้านนอก จึงตะโกนออกไปขอความช่วยเหลือ ซึ่งทำให้ครูและนักเรียนคนอื่นๆ ได้ยิน ช่วยพังกำแพงจนสามารถช่วยนักเรียนออกมาได้ 33 คน จากทั้งหมด 65 คน

ตายพุ่ง 2 หมื่น แต่เชื่อมีถึง 5 หมื่น

 ส่วนยอดผู้ประสบภัยอย่างเป็นทางการในปัจจุบัน เฉพาะที่มณฑลเสฉวน ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดนั้น มีผู้เสียชีวิต 1.95 หมื่นคน ยังคงติดอยู่ใต้ซากปรักหักพัง 2.6 หมื่นคน และสูญหาย 1,400 คน ส่วนมณฑลอื่นคาดว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 300 คน แต่ทหารผู้หนึ่งที่ไปช่วยกู้ภัยกล่าวว่า หลายเมืองที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางแผ่นดินไหวนั้นพังราบเป็นหน้ากลอง ทำให้คาดว่ายอดผู้เสียชีวิตคงจะพุ่งสูงกว่านี้มาก ขณะที่ศูนย์บัญชาการใหญ่การกู้ภัยของสภาแห่งชาติแถลงการประเมินยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมานั้น อาจสูงกว่า 5 หมื่นคน

 ด้านนายกรัฐมนตรีเหวิน เจี่ยเป้า สั่งการให้ระดมเฮลิคอปเตอร์เพิ่มอีก 90 ลำ เพื่อนำสิ่งของบรรเทาทุกข์ไปทิ้งให้แก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่ที่ยังเดินทางเข้าไปไม่ถึง และเกณฑ์ทหารมาช่วยกู้ภัยเพิ่มอีก 3 หมื่นคน โดยกล่าวว่า การช่วยชีวิตผู้คนถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอันดับแรก ส่วนสิ่งของชุดล่าสุดที่จะนำไปทิ้งให้ผู้ประสบภัย ได้แก่ อาหาร 5 หมื่นชุด เสื้อผ้า 5.4 หมื่นชุด รองเท้า 2.5 หมื่นคู่ และผ้าห่ม 5,000 ผืน การช่วยเหลือครั้งนี้จะเน้นแถบเมืองเป่ยชวน เมืองเหวินชวน และพื้นที่อื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด

สมเด็จพระเทพฯทรงช่วยเหลือจีน

 ด้านความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศจีน และแนวทางในการหามาตรการป้องกันผลกระทบจากเหตุแผ่นดินไหวที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทยนั้น วันเดียวกัน สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี อุปนายิกาผู้อำนวยการสภากาชาดไทย มีพระราชกระแสรับสั่งให้สภากาชาดไทยนำเงินไปมอบให้แก่สถานทูตจีนประจำประเทศไทย เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแผ่นดินไหวในเมืองเฉิงตู สาธารณรัฐประชาชนจีน จำนวน 1 แสนดอลลาร์สหรัฐ

 ส่วนที่กรุงเทพมหานคร นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ให้สัมภาษณ์ภายหลังหารือร่วมกับคณะผู้บริหารในการจัดสรรงบประมาณของกรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติจากเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงครั้งใหญ่ในสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ในฐานะที่ กทม.เป็นบ้านพี่เมืองน้องกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและสหภาพพม่า จึงจัดสรรงบประมาณเพื่อช่วยเหลือความเป็นอยู่ของประชาชนชาวจีนและชาวพม่าประเทศละ 1 ล้านบาท

เชื่อพายุไม่พัดถล่มพม่าแล้ว

 ความคืบหน้าสถานการณ์พายุไซโคลนนาร์กีสพัดถล่มสหภาพพม่านั้น วันเดียวกันมีรายงานว่า หลังจากที่ศูนย์เตือนภัยพายุไต้ฝุ่นบนเกาะฮาวายของสหรัฐออกประกาศเตือนว่า มีความเป็นไปได้ว่า พายุไซโคลนลูกใหม่จะก่อตัวขึ้นใกล้นครย่างกุ้ง จนสร้างความหวั่นวิกตกให้แก่หน่วยงานบรรเทาทุกข์ขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) นั้น กลุ่มยูเอสเอด องค์การบรรเทาทุกข์ของสหรัฐกล่าวว่า มีความเป็นไปได้น้อยมากที่พายุไซโคลนลูกใหม่จะถล่มพม่า เนื่องจากศูนย์กลางของพายุได้อ่อนกำลังลงอย่างรวดเร็ว

 ด้านองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกของสหประชาชาติ (ดับเบิลยูเอ็มโอ) ได้ให้คำแนะนำแก่ศูนย์เตือนพายุไซโคลนของพม่าว่า ให้ติดตามความกดอากาศต่ำในมหาสมุทรอินเดียที่กำลังทอดตัวอยู่ทั่วบริเวณภาคตะวันตกเฉียงใต้ของพม่า ไปจนถึงอ่าวมาร์ทบันในมหาสมุทรอินเดียว่าอาจทำให้เกิดพายุลูกใหม่ โดยนายบี เค บันโธพัทยะ ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์ซีกโลกเหนือ (เอ็นเอชเอซี) ในกรุงนิวเดลี ประเทศอินเดียกล่าวว่า ตามปกติจะใช้เวลาราว 3-4 วัน ที่ความกดอากาศต่ำจะเปลี่ยนแปลงเป็นพายุดีเปรสชัน และพายุดีเปรสชันกำลังแรง ก่อนจะกลายเป็นพายุไซโคลน ซึ่งศูนย์กำลังจับตาดูการเปลี่ยนแปลงอย่างใกล้ชิด

 

พม่าเมินยันช่วยประชาชนเองได้

 ขณะที่ผู้ประสบภัยส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาล หนังสือพิมพ์นิวไลท์ ออฟ เมียนมาร์ กระบอกเสียงของรัฐบาลรายงานเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ว่า พม่าสามารถรับมือกับภารกิจบรรเทาทุกข์ให้เหยื่อพายุไซโคลนนาร์กีสได้ แม้จะมีคำเตือนว่า ผู้คนอีกจำนวนมากจะล้มตายหากรัฐบาลไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์เข้าไปช่วยเหลือผู้รอดชีวิตที่มีอยู่ราว 2 ล้านคนโดยเร็ว

 หนังสือพิมพ์กล่าวว่า ชาวพม่ายอมรับความช่วยเหลือจากรัฐบาลทุกรูปแบบด้วยความเหมาะสม และไม่จำกัดจำนวน แต่จะไม่พึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศมากเกินไป และจะฟื้นฟูประเทศขึ้นมาจากความเชื่อมั่นของตัวเอง ภารกิจบรรเทาทุกข์ได้รับการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพด้วยเป้าหมายช่วยเหลือผู้รอดชีวิตให้อยู่รอดหลังผ่านพ้นเหตุการณ์ร้ายแรง และเชื่อว่าประเทศจะสามารถเอาชนะความท้าทายที่เกิดจากภัยธรรมชาติทุกรูปแบบได้

กาชาดประเมินตาย 1.28 แสนคน

 ด้านองค์การกาชาดสากลประเมินว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากพายุไซโคลนนาร์กีสถล่มพม่าอาจอยู่ระหว่าง 68,833-128,000 คน ซึ่งมากกว่าตัวเลขทางการหลายเท่าตัว โดยขณะนี้รัฐบาลพม่าแถลงว่า ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ 38,491 คน สูญหาย 27,838 คน ขณะที่ผู้รอดชีวิตจำนวนมากยังตกอยู่สภาวการณ์ที่น่าเป็นห่วง เพราะขณะนี้ฝนตกหนักในพื้นที่ภัยพิบัติ ซึ่งมีประชาชนร่วม 2.5 ล้านคนต้องการอาหาร น้ำดื่ม และที่พักอาศัยอย่างเร่งด่วน

 นอกจากนี้ ยังเตือนอีกว่าจะเกิดการเสียชีวิตครั้งใหญ่ขึ้นอีกระลอกหากรัฐบาลไม่ยอมให้ความช่วยเหลือมากกว่านี้ ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานใดได้รับอนุญาตให้เข้าไปยังพื้นที่ประสบภัยหนักที่สุด โดยขณะนี้หน่วยงานบรรเทาทุกข์หลายแห่งเตรียมพร้อมทุกอย่างตั้งแต่ชุดเซรุ่มแก้พิษงูไปจนถึงหลังคาพลาสติก ไว้ช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเร่งด่วน

 อย่างไรก็ตาม มีข่าวดีว่าทางการพม่าได้ยอมออกวีซ่าให้เจ้าหน้าที่จากทีมประเมินความเสียหายของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แล้ว โดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ เลขาธิการอาเซียนแถลงว่า อาเซียนจะเป็นหัวหอกในการนำทีมนานาชาติให้ความช่วยเหลือพม่า ด้านทูตสหรัฐประจำอาเซียนเผยว่า พม่ายอมให้ผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเพื่อนบ้านที่รวมถึงไทย จีน อินเดีย และบังกลาเทศ เข้าไปให้ความช่วยเหลือเหยื่อไซโคลนนาร์กีสแล้ว และหวังว่าอาเซียนจะใช้โอกาสนี้ให้ดีที่สุด

ของบริจาควางขายตลาดย่างกุ้ง

 ขณะเดียวกัน เว็บไซต์ "มิซซิมาดอทคอม" นำภาพกล่องกระดาษทิชชูที่มีโลโก้กาชาดสากลติดหรา ซึ่งเชื่อว่าเป็นของบริจาคช่วยเหยื่อไซโคลนนาร์กีสที่ถูกขโมยมา วางขายอย่างโจ๋งครึ่มในตลาดมิงกาลา นครย่างกุ้ง นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า มีสิ่งของบริจาคจำนวนมากถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐขโมยไปขายต่อในตลาดมืดอีกด้วย 

 ด้านนายมาร์คัส ไพรเออร์ โฆษกโครงการอาหารโลกกล่าวว่า ต้องหาซื้ออาหารจากในท้องถิ่นเพื่อสะดวกต่อการขนส่ง และสามารถนำไปแจกจ่ายให้แก่ผู้ประสบภัยที่กำลังหิวโหยได้อย่างรวดเร็ว โดยขณะนี้ได้ซื้อข้าวจากในพม่าจำนวน 2,500 ตัน และกำลังหาซื้อธัญพืชอีก 1.5 หมื่นตัน ในจำนวนนี้เป็นข้าว 1 หมื่นตัน และถั่วเหลืองอีก 5,000 ตัน

ย้ายเหยื่อจากวัด-บีบเอาที่ชาวนา

 ด้านพระสงฆ์พม่าจากเขตภัยพิบัติที่ถูกพายุไซโคลนถล่มกล่าวว่า รัฐบาลทหารได้ย้ายผู้ประสบภัยออกจากวัดและโรงเรียนไปยังค่ายพักพิงที่รัฐบาลจัดให้ โดยใช้เรือและรถบรรทุกอพยพประชาชนเหล่านี้ ซึ่งไม่แน่ชัดว่าจะมีอาหารและน้ำดื่มเพียงพอหรือไม่ในค่ายพักพิงของรัฐบาล ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในเรื่องการบรรเทาทุกข์ผู้ประสบภัยพิบัติ 

 ขณะเดียวกัน มีรายงานจากชาวพม่าพลัดถิ่นในประเทศไทย ซึ่งประณามรัฐบาลทหารพม่าว่า บีบบังคับให้ประชาชนออกจากที่อยู่อาศัยบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี เพื่อจะฟื้นฟูที่นาและมอบให้เป็นที่ดินทำกินสำหรับผู้ที่สนับสนุนรัฐบาล ด้านสหประชาชาติได้ประเมินว่า ปัจจุบันมีประชาชน 5.5 แสนคน ที่อาศัยอยู่ในสถานที่พักพิงชั่วคราว และยังมีอีกไม่น้อยที่ขาดแคลนอาหาร น้ำดื่ม และที่พักพิง

 

พม่าซาบซึ้งน้ำพระราชหฤทัยในหลวง

 ด้านความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในประเทศพม่าในส่วนของประเทศไทยนั้น วันเดียวกัน เว็บไซต์ทำเนียบรัฐบาลรายงานภารกิจการเดินทางเยือนสหภาพพม่าและการเข้าพบ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่า ของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ว่า ในการหารือกันที่นครย่างกุ้ง พล.อ.เต็ง เส่ง กล่าวขอบคุณในนามรัฐบาลและตัวแทนประชาชนชาวพม่า ที่ประเทศไทยให้การช่วยเหลือเป็นประเทศแรกหลังเกิดเหตุพายุไซโคลนนาร์กีสในพม่า โดยเฉพาะสิ่งของพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ทำให้ทางการพม่ามีกำลังใจต่อสู้และให้การช่วยเหลือประชาชนชาวพม่าต่อไป

 เมื่อเวลา 16.00 น. นายสมัครแถลงว่า หลังจากเปิดแถลงข่าวภายหลังเดินทางกลับจากพม่าเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมานั้น ปรากฏว่ามีหนังสือพิมพ์ของไทยบางฉบับและสื่อต่างประเทศทั้งหมดลงข่าวไม่ตรงกับที่แถลงไปว่า การหารือกับ พล.อ.เต็ง เส่ง นายกรัฐมนตรีพม่าล้มเหลว รวมทั้งยังลงข่าวว่า มี 27 ประเทศเตรียมส่งของไปช่วยเหลือ แต่พม่าไม่ให้เข้าประเทศ ทำให้ในวันที่ 15 พฤษภาคม นายกรัฐมนตรีพม่าโทรศัพท์ประท้วง หลังจากที่ได้ฟังข่าวรายงานจากต่างประเทศว่า ทำไมข่าวที่แถลงไปถึงได้ตรงข้ามกับสิ่งที่ได้หารือกัน ซึ่งจะขอชี้แจงผ่านสื่อมวลชนไทยให้ช่วยเสนอข่าว และจะฝากให้ พล.ท.นิพัทธ์ ทองเล็ก เจ้ากรมกิจการชายแดน ได้ช่วยไปพูดคุยทำความเข้าใจกับพม่าอีกทางหนึ่งด้วย

พระบรมฯทรงห่วงเด็กในพม่า

 วันเดียวกัน ที่กระทรวงสาธารณสุข นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมช.สาธารณสุข และ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปฐมนิเทศหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ในนามประเทศไทย ที่จะเดินทางไปรักษาพยาบาลชาวพม่าที่ประสบภัยพายุไซโคลนนาร์กีส จำนวน 33 คน ได้แก่ ศัลยแพทย์กระดูก อายุรแพทย์ กุมารแพทย์ จิตแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน แพทย์ด้านระบาดวิทยา สัตวแพทย์ และพยาบาล เพื่อให้กำลังใจและเตรียมความพร้อมให้สามารถปฏิบัติงานได้ทันที

  นายไชยากล่าวว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงสนพระทัยติดตามสถานการณ์ และทรงมีความเป็นห่วงประชาชนชาวพม่าที่ประสบภัยอย่างมาก จึงมีพระราชดำรัสให้กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับหน่วยแพทย์ในพระองค์ จัดส่งทีมแพทย์ไปดูแลให้ความช่วยเหลือ โดยทีมแพทย์จะเดินทางไปในวันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคมนี้ นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงเป็นห่วงเด็กๆ ที่ประสบภัยมาก ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงคิดว่าจะจัดส่งกุมารแพทย์เพื่อดูแลเด็กเฉพาะ 1 ทีมเดินทางไปด้วย

แพทย์ห่วงสถานการณ์พม่า

 นพ.ประเสริฐ ทองเจริญ ที่ปรึกษากรมควบคุมโรค หนึ่งในทีมแพทย์พระราชทานในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ที่จะเดินทางเข้าไปรักษาพยาบาลชาวพม่าที่ประสบภัยจากพายุไซโคลนนาร์กีส ในวันเสาร์ที่ 17 พฤษภาคมนี้กล่าวว่า มีความเป็นห่วงสถานการณ์โรคระบาดในพม่า โดยเฉพาะโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ซึ่งอาจระบาดข้ามพื้นที่ได้ เช่น โรคไข้หวัดนก โรคไข้สมองอักเสบ ขณะที่ทีมแพทย์พระราชทานต่างพร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ และยินดีที่จะได้ช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน

 ด้าน นพ.โม โก อู แพทย์ชาวพม่า ผู้ประสานงานทีมควบคุมและเฝ้าระวังโรคประจำภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงกล่าวว่า จะเสนอให้ทีมแพทย์ไทยลงพื้นที่เมืองกุงยังกอน ซึ่งได้รับความเสียหายสูงสุดเป็นจุดแรก พร้อมยอมรับว่า ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยของทางการพม่ายังไม่ทั่วถึง เริ่มมีโรคระบาดเกี่ยวกับระบบทางเดินอาหารและแผลพุพองแล้ว

หมอดูชี้ยังมีภัยพิบัติอีกระลอก

 สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า หมอดูชาวพม่าทำนายว่าเอเชียจะเผชิญภัยพิบัติอีกหลายระลอกในปีนี้ โดยนางขิ่น มินต์ มยัต หมอดูชื่อดังในย่างกุ้งทำนายว่า ถึงแม้จะเกิดภัยพิบัติมาแล้วถึง 2 ครั้ง คือ พายุไซโคลนนาร์กีสถล่มพม่า และแผ่นดินไหวในจีน แต่พม่าและเอเชียยังต้องเผชิญต่อหายนภัยทางธรรมชาติอีกภายในสิ้นปีนี้ ซึ่งอาจจะเป็นพายุที่มีกำลังแรง หรือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เพราะปีนี้เป็นปีที่มีการผสมผสานกันของปัจจัยลบถึง 3 ประการ

 ขณะที่นายมิน เทียนกา หมอดูวัย 70 ปี ในเมืองฮมอบาย ทางเหนือของย่างกุ้ง ก็ทำนายว่าจะมีพายุอีกลูกในปีนี้ แต่จะไม่เกิดหายนภัยครั้งรุนแรงเหมือนกับไซโคลนนาร์กีส และว่าหลังจากปี 2551 นี้แล้ว ปีต่อไปที่จะเกิดภัยพิบัติรุนแรงคือปี 2560 ทั้งยังกล่าวด้วยว่า พายุไซโคลนนาร์กีสที่พัดถล่มพม่านี้เป็นกฎแห่งกรรม และเป็นชะตากรรมของประเทศ โดยในทางโหราศาสตร์แล้ว ภัยธรรมชาติเป็นเรื่องหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่ทำได้เพียงการสวดมนต์อุทิศส่วนกุศลให้แก่ผู้เสียชีวิตเท่านั้น

 รายงานข่าวแจ้งว่า บรรดาชาวพม่าที่รอดชีวิตจากพายุไซโคลนต่างพากันเดินทางไปหาหมอดูซึ่งเป็นที่พึ่งเดียวในยามสิ้นหวัง บ้างก็ไปเพื่อถามหาข่าวคราวของบุคคลอันเป็นที่รักที่หายสาบสูญไปกับพายุไซโคลนนาร์กีส ในขณะที่บางคนไปเพื่อขอคำแนะนำในการสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นมาใหม่หลังประสบหายนะที่ทำให้สิ้นเนื้อประดาตัว และต้องไร้ญาติขาดมิตร โดยมีคนเดินทางมาหาหมอดูมิน เทียนกา มากถึงวันละ 200 คน และในจำนวนนี้มีอยู่ไม่น้อยที่เดินทางมาจากพื้นที่ประสบภัยแถวที่ราบลุ่มแม่น้ำอิระวดี ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านของหมอดูผู้นี้มาก

  เป็นที่น่าสังเกตว่าในพม่านั้นปีที่ลงท้ายด้วยเลข 8 ตามปีคริสตศักราชมักจะเกิดเรื่องราวสำคัญขึ้นในประวัติศาสตร์ เมื่อปี ค.ศ.888 จดหมายเหตุโบราณระบุว่า มีกษัตริย์เสด็จสวรรคตถึง 3 พระองค์ ทำให้ประเทศตกอยู่ภายใต้การปกครองของทรราชที่เข่นฆ่าพระสงฆ์ ขณะที่นายพลเน วิน ผู้นำเผด็จการ ถูกโค่นอำนาจในการชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ค.ศ.1988 หรือตรงกับตัวเลข 8-8-88 ก่อนที่นายพลอาวุโสตัน ฉ่วย จะขึ้นครองอำนาจท่ามกลางการปราบปรามนองเลือด และเป็นผู้นำจนถึงปัจจุบัน และก็เป็นที่น่าสังเกตว่าภัยพิบัติจากพายุไซโคลนนาร์กีสนี้ก็เกิดขึ้นในปี ค.ศ.2008 พอดี

 "ตัวเลข 888 นั้นเป็นสัญลักษณ์ที่กษัตริย์เสด็จสวรรคต และกษัตริย์ทรราชขึ้นปกครอง ขณะที่ ตัน ฉ่วย ได้ปกครองประเทศมา 20 ปีแล้ว ทั้งสังหารพระสงฆ์และเป็นกษัตริย์ที่เลวร้าย" นายอ่อง เนียง อู นักวิเคราะห์ชาวพม่าที่ลี้ภัยอยู่ในเมืองไทยกล่าว ก่อนจะยกตัวอย่างว่า ตามหลักพุทธศาสนานั้น กษัตริย์จะต้องปกครองประเทศด้วยทศพิธราชธรรม หลักธรรม 10 ประการ ซึ่งรวมถึงหลักเห็นอกเห็นใจทุกประชาราช และความเป็นธรรม แต่เมื่อเกิดภัยธรรมชาติขึ้น เช่น พายุไซโคลนนาร์กีสพัดถล่มพม่า หรือเกิดโรคระบาดร้ายแรง ชาวพม่าก็จะโทษว่าเป็นเพราะผู้ปกครองบ้านเมืองไม่ยึดหลักปกครอง 10 ประการ