WWW.KOMCHADLUEK.NET

เรียนฟรีมีที่ไหน?เปิดเทอมทีไร-พ่อแม่ทุกข์ระทม

ย่างกรายเข้าช่วงเปิดเทอมคราใด บรรดาผู้ปกครองต่างกุมขมับไปตามๆ กัน ยิ่งในยุคเข้ายากหมากแพงเยี่ยงนี้ ย่อมเดือดร้อนกันถ้วนทั่ว ที่สำคัญแม้รัฐประกาศให้เรียนฟรี 12 ปี แต่ไฉนจึงต้องจ่ายเงินสารพัดในรูปลักษณ์ต่างๆ แทน "ค่าเทอม" อยู่เฉกเช่นเดิม

เปิดเทอมใหม่แต่ละครั้งผู้ปกครองยุค "เรียนฟรี 12" ยังต้องควักกระเป๋าอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท สำหรับส่งลูก 1 คน เข้าเรียนประถมหรือมัธยมโรงเรียนของรัฐ หรืออาจจะพุ่งสูงขึ้นอีกหลายเท่าถ้าส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนเอกชน แม้ว่ารัฐจะประกาศเรียนฟรี 12 ปี ไม่เก็บค่าเทอม แต่ยังเรียกเก็บเงินอีกหลายรายการ ซึ่งล้วนแต่เป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ปกครองทั้งสิ้น

ผู้ปกครองหลายรายที่เพิ่งส่งลูกเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมต้น หรือมัธยมปลาย ต้องปวดหัวกับรายจ่ายที่เข้ามาช่วงเปิดภาคเรียนเป็นประจำ แม้ว่ารัฐบาลจะมีนโยบาย “เรียนฟรี 12 ปี“ โดยให้เงินอุดหนุนแก่โรงเรียนรัฐ แล้วสั่งให้โรงเรียนเลิกเก็บค่าเทอม รวมทั้งให้เงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนบางส่วน เพื่อให้โรงเรียนลดค่าเทอมลงตามสัดส่วนของเงินอุดหนุนที่ได้จากรัฐ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้ปกครองแทบไม่เคยรู้สึกว่าลูกได้เรียนฟรี เพราะยังต้องควักเงินก้อนใหญ่ซื้อการศึกษาให้ลูกเช่นเดิม เมื่อเทียบกับรายได้และค่าครองชีพของคนไทยแล้ว รายจ่ายดังกล่าวเป็นภาระที่หนักพอสมควร

 นางกนกวรรณ บำรุงนา วัย 41 ปี ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ป.2 โรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ย่านมีนบุรี กล่าวว่า หากจะเทียบค่าใช้จ่ายช่วงเปิดเทอมใหม่ของปีนี้กับปีที่ผ่านมา ไม่มีความต่างมากนัก ค่าเทอมเท่าเดิม อาจจะมีเพิ่มขึ้นในส่วนของค่ารถและค่าอาหาร แต่ต้องรอโรงเรียนแจ้งอีกครั้ง โชคดีที่โรงเรียนที่ลูกเรียนอนุโลมให้ผู้ปกครองผ่อนส่งค่าเล่าเรียนได้ ก็เป็นการช่วยแบ่งเบาภาระในช่วงนี้ได้มาก

 นางกนกวรรณ อธิบายว่า ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียให้แก่โรงเรียนที่ลูกชายคนเล็กเรียน แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3,480 บาท ค่ารถรับส่งเดือนละ 350 บาท เปิดเทอมใหม่นี้โรงเรียนอาจจะปรับเพิ่ม เนื่องจากค่าน้ำมันแพงขึ้น และค่าชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนต่างๆ อีกราว 1,000 บาท รวมประมาณ 5,000 บาท หากรวมกับค่าใช้จ่ายที่ส่งให้ลูกคนโตที่เรียนชั้น ม.1 โรงเรียนรัฐอีก 7,000 บาท ช่วงเปิดเทอมใหม่ใช้เงินกว่า 1 หมื่นบาท

 " จำเป็นต้องให้ลูกเรียนในโรงเรียนเอกชน แม้จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าโรงเรียนรัฐ เพราะโรงเรียนอยู่ใกล้บ้าน ทำให้สะดวกในการเดินทางไปกลับ เมื่อประสบปัญหาด้านการเงินก็จะหยิบยืมจากญาติบ้าง แต่ไม่ได้มากมาย หรืออาจจะใช้วิธีการผ่อนค่าเรียนให้แก่โรงเรียน ก่อนที่จะถึงวันสอบของลูก" นางกนกวรรณกล่าว

 นายไสว คำเพ็ง อาชีพขับรถแท็กซี่ ผู้ปกครองนักเรียนชั้น ป.3 โรงเรียนสังกัด กทม.แห่งหนึ่ง ย่านนวมินทร์ กล่าวว่า ส่งลูกเรียนโรงเรียน กทม. เพราะว่า "กรุงเทพมหานคร" มีนโยบายเรียนฟรี ด้วยการสนับสนุนค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอนของนักเรียนประมาณ 20 รายการ ผู้ปกครองจ่ายเพียงของใช้ส่วนตัวเล็กๆ น้อย

 ผู้ปกครองรายหนึ่งซึ่งเป็นข้าราชการ กล่าวว่า ตอนที่ลูกแต่ละคนเข้าเรียน ม.1 ต้องจ่ายเงินประมาณคนละ 7,500 บาท แบ่งเป็นค่าธรรมเนียมเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้โรงเรียนประมาณ 3,500 บาท ถือว่าเป็นภาระที่หนักพอสมควร แต่เป็นข้าราชการจึงเบิกค่าใช้จ่ายบางส่วนที่โรงเรียนเรียกเก็บได้ แต่ยังต้องควักเงินซื้อตำราเรียน ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนอื่นๆ อีกหลายพันบาท

 ส่วนเงินที่ผู้ปกครองจ่ายช่วงเปิดเทอม แบ่งเป็นรายจ่ายหลักสำคัญ 2 ส่วน คือ เงินที่ต้องจ่ายให้โรงเรียนและค่าข้าวของเครื่องใช้ประจำตัวเด็ก ได้แก่ ตำราเรียน เครื่องแบบ และอุปกรณ์การเรียน ในส่วนของเงินที่โรงเรียนเรียกเก็บนั้น ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเฉพาะในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีรายจ่ายมากจนเกินเงินอุดหนุนที่รัฐจัดให้ โรงเรียนจึงต้องขอความอนุเคราะห์จากผู้ปกครองเพิ่มเติม อยู่ระหว่าง 1,000-3,000 บาท จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับนโยบายของผู้บริหาร และกิจกรรมที่โรงเรียนจัดขึ้นในแต่ละปีการศึกษา

 นายวิศรุต สนธิชัย ผอ.ร.ร.สามเสนวิทยาลัย กล่าวว่า จะเก็บค่าใช้จ่ายเพิ่มจากผู้ปกครองตามความสมัครใจ โดยจะชี้แจงให้ชัดเจนว่า เงินที่ขอความอนุเคราะห์นั้น จะนำไปใช้ทำอะไรบ้าง แล้วให้เลือกว่าจะให้ความอนุเคราะห์รายการใดบ้าง แต่รวมทุกรายการแล้วไม่เกิน 2,000 บาท อย่างไรก็ตาม ระหว่างปีการศึกษา หากโรงเรียนต้องทำกิจกรรมใดเพิ่มเติม ก็จะทำหนังสือเวียนขอเก็บเพิ่มเป็นครั้งๆ แต่รวมแล้วตลอดเทอมจ่ายประมาณ 3,000 บาท

 “ที่โรงเรียนต้องขอความอนุเคราะห์เพิ่มเติมจากผู้ปกครอง เพราะเงินที่ได้จากรัฐไม่เพียงพอ ถ้าไม่ขอความอนุเคราะห์เพิ่มเติมจากผู้ปกครองจัดการศึกษาไปตามเงินที่ได้จากรัฐแล้ว ไม่สามารถจัดการศึกษาที่มีคุณภาพได้ แต่เท่าที่คุยกันกับโรงเรียนอื่นๆ ยืนยันว่า ไม่มีโรงเรียนใดเก็บค่าใช้จ่ายเกิน 5,000 บาทต่อเทอม" ผอ.ร.ร.สามเสนวิทยาลัยกล่าว

  โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ปกครองจะต้องจ่ายให้โรงเรียนประมาณรายละ 3,000 บาท ส่วนโรงเรียนเอกชน ค่าเทอมจะแตกต่างไปตามประเภทของโรงเรียน ถ้าเป็นโรงเรียนเอกชนทั่วไป ค่าเทอมอยู่ระหว่าง 5,000-30,000 บาท แต่ถ้าเป็นโรงเรียนนานาชาติ ค่าเทอมอยู่ระหว่าง 1.2-1.5 แสนบาท จากนั้นผู้ปกครองต้องควักเงินซื้อตำราเรียน เครื่องแบบนักเรียนซึ่งเป็นรายจ่ายสำคัญหลักอีกส่วน

 ส่วนหนังสือเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ทำราคาเฉลี่ยตำราเรียนตั้งแต่ ป.1-ม.3 โดยนำราคาหน้าปกหนังสือเรียนของ 10 สำนักพิมพ์ มาหาค่าเฉลี่ยไว้ โดยแยกเป็นราคาเฉลี่ยของหนังสือเรียน 5 กลุ่มสาระวิชาหลักที่ สพฐ.อนุญาตให้โรงเรียนสั่งให้นักเรียนซื้อประจำตัวได้ และราคาเฉลี่ยของหนังสือเรียน 3 กลุ่มสาระวิชา ที่ห้ามบังคับหนังสือซื้อประจำตัว ให้ขึ้นอยู่กับความสมัครใจ ดังนี้

 ระดับ ป.1 ราคาเฉลี่ยของหนังสือเรียน 5 วิชาหลักอยู่ที่ 234.90 บาท ราคาเฉลี่ยของหนังสือเรียน 3 กลุ่มสาระวิชาที่เหลือ 96.70 บาท รวม 331.60 บาท ป.2 อยู่ที่ 317 บาท / 113.20 บาท รวม 430.20 บาท ป.3 อยู่ที่ 308 บาท / 105.7 บาท รวม 413.70 บาท ป.4 อยู่ที่ 257 บาท / 120.70 บาท รวม 379.50 บาท ป.5 อยู่ที่ 337.10 บาท / 130 บาท รวม 467.10 บาท ป.6 อยู่ที่ 378.60 บาท / 127.80 บาท รวม 506.40 บาท ม.1 อยู่ที่ 329.80 บาท / 261.10 บาท รวม 590.90 บาท ม.2 อยู่ที่ 382.50บาท / 144.50 บาท รวม 527 บาท และ ม.3 อยู่ที่ 312.10 บาท / 152.80 บาท รวม 464.90 บาท

 ราคาเฉลี่ยหนังสือเรียนแต่ละระดับชั้นสูงสุดไม่เกิน 600 บาท แต่ราคาเฉลี่ยจะเป็นจริงได้ถ้าโรงเรียนเลือกใช้หนังสือเรียนที่ราคาไม่แพงเป็นส่วนใหญ่ เช่น หนังสือเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ แต่ถ้าโรงเรียนเลือกใช้หนังสือเรียนของสำนักพิมพ์เอกชนแล้ว ราคาจะพุ่งสูงกว่านี้แล้วแต่สัดส่วนหนังสือเอกชนที่โรงเรียนใช้ ทั้งนี้ราคาข้างต้นเป็นราคาของหนังสือเรียนเท่านั้น ไม่รวมแบบฝึกหัด

 เพื่อช่วยลดภาระของผู้ปกครอง คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า หนังสือเรียนของ สพฐ.นั้น ได้แยกหนังสือเรียนและแบบฝึกหัดออกจากกัน เพื่อให้หนังสือเรียนสามารถส่งต่อกันได้ ไม่ต้องซื้อใหม่ทุกปี ซื้อเฉพาะแบบฝึกหัด นอกจากนั้น สพฐ.ให้โรงเรียนในสังกัดสั่งให้นักเรียนซื้อหนังสือประจำตัว 5 วิชาหลักได้เฉพาะหนังสือที่อยู่ในบัญชีผ่านการตรวจจาก สพฐ.แล้ว ซึ่งหนังสือที่ผ่านการตรวจจาก สพฐ.นั้น จะต้องเป็นหนังสือที่แยกหนังสือเรียนที่ไม่มีแบบฝึกหัดรวมอยู่ในตัว

 ส่วนราคาเครื่องแบบนั้น ราคาชุดนักเรียนขององค์การค้าคุรุสภา ระดับประถม เสื้อนักเรียน ราคาตั้งแต่ 101-174 บาท แล้วแต่ขนาด กระโปรง 170-225 บาท กางเกง 150-285 บาท (ทุกระดับชั้น) ระดับมัธยม เสื้อนักเรียนราคา 146-201 บาท กระโปรง 225-305 บาท ระดับมัธยมปลาย เสื้อราคา 123-197 บาท กระโปรง 225-305 บาท ชุดลูกเสือ-เนตรนารี ราคาเสื้อราคา 197-289 บาท กระโปรง 210-280 บาท กางเกง 150-285 บาท เบ็ดเสร็จแล้ว ราคาชุดนักเรียนเริ่มต้น 270 บาท ในระดับประถมศึกษา และ 350 บาทในระดับมัธยมศึกษา ถ้าผู้ปกครองตัดสินใจซื้อชุดนักเรียนให้ลูก 3 ชุด ชุดลูกเสือ- เนตรนารี 1 ชุด รวมรองเท้า ถุงเท้า กระเป๋านักเรียนแล้ว ต้องควักประมาณ 2,000 บาท

  นายอุดม อมรวัฒนา เจ้าของร้านสมใจนึก บางลำพู กล่าวว่า จะยืนราคาชุดนักเรียนไว้เท่าปีที่แล้ว เพราะถ้าขึ้นราคาในช่วงน้ำมันแพงแล้ว จะกระทบต่อลูกค้า แต่ปีนี้ผู้ปกครองลดจำนวนซื้อลง ปกติเคยซื้อให้คนละ 3-4 ชุด ปีนี้บางรายซื้อแค่ 2 ชุด และซื้อขนาดใหญ่เผื่อไว้ บางรายเอาเสื้อ กระโปรง กางเกง มาขยายแทนการซื้อของใหม่ หรือบางรายเอาเสื้อพี่มาเลาะที่ปักชื่อโรงเรียนและชื่อตัวเองออก เพื่อให้น้องเอาไปใช้ต่อแทน

 ผู้ปกครองนักเรียนต่างฝากถึงรัฐบาลว่า หากจะบรรเทาทุกข์ให้แก่ชาวบ้านแล้ว จะต้องทำให้เกิด “เรียนฟรี“ ที่แท้จริง อย่างน้อยถ้าไม่สามารถจัดหาเสื้อผ้า หนังสือ อุปกรณ์การเรียนให้เด็กฟรีแล้ว ก็ต้องจัดเงินอุดหนุนโรงเรียนให้เพียงพอ เพื่อให้โรงเรียนไม่ต้องมาเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ปกครองอีก ให้ผู้ปกครองรับภาระค่าหนังสือ ชุดนักเรียน อุปกรณ์การเรียนเอง ซึ่งไม่น่าจะเกิน 4,000 บาทต่อคน ยังอยู่ในวิสัยที่พอรับไว้สำหรับครอบครัวที่มีลูกไม่มาก

สัปดาห์ที่สองของเดือนพฤษภาคม ซึ่งสถานศึกษาในระดับต่างๆ จะเปิดภาคการศึกษาอีกครั้ง     ได้กลายเป็นช่วงเวลาที่ผู้ปกครองต้องเผชิญต่อภาวะกดดันอย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในรายที่ฐานะทางเศรษฐกิจไม่ดีนักเนื่องจากค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้กระทบมาถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้ไปเพื่อการศึกษา

 รายรับวันละ 100 ต้องส่งลูก 4 คน

 นางสะอิ้ง คำมี อายุ 50 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22/8 หมู่ 3 ต.สะเดียง อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ กล่าวถึง  ภาวะเศรษฐกิจว่า ปัจจุบันผู้คนต่างได้รับผลกระทบจากภาวะด้านค่าครองชีพอย่างถ้วนหน้า เช่นเดียวกับครอบครัวของตนที่ได้รับผลกระทบอย่างแสนสาหัส เพราะรายได้ไม่พอกับค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะช่วงเปิดเทอมที่ต้องหาเงินมาจ่ายค่าเทอม รวมทั้งค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการศึกษาของบุตร

 นางสะอิ้งกล่าวว่า ใกล้วันเปิดเทอมแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีเงินที่จะนำไปชำระค่าเทอมเลย ส่วนเสื้อผ้าชุดนักเรียน ปีนี้คงต้องให้ลูกใช้ชุดเดิมไปก่อน เพราะไม่มีเงินซื้อชุดใหม่ให้ ลำพังตัวเองทำงานรับจ้างทั่วไปมีรายได้ไม่เกินวันละ 100 บาท ขณะเดียวกันต้องหาเงินส่งลูกทั้ง 4 คนเรียนหนังสือ โดยลูกสาวคนโตเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยเทคนิคเพชรบูรณ์ ระดับ ปวส.ปี 1 ส่วนลูกสาวคนที่ 2 ปีนี้เริ่มเรียนระดับชั้น ปวช.ปี 1 และลูกคนเล็กอีก 2 คนขณะนี้เรียนโรงเรียนในหมู่บ้าน หลังจากเรียนภาคบังคับแล้วคงต้องหยุดเพราะหาเงินส่งเรียนไม่ไหว หากเรียนต่อต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกเป็นสองเท่าตัว ส่วนการจ่ายเงินให้ลูกไปเรียนหนังสือนั้น จะให้บุตรสาววันละ 20 บาท รวม 2 คน 40 บาท ก็ยังพอใช้ และลูกๆ ก็ช่วยรัดเข็มขัดด้วย

  ด้านนางปราณี จันทร์แว่น อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 84 หมู่ 1 ต.หนองสว่าง อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ กล่าวว่า ทางบ้านต้องรับภาระส่งเสียลูกเรียนหนังสือจำนวน 2 คน คนโตเข้าศึกษาโรงเรียนมัธยมหล่มเก่าพิทยาคม ชั้น ม.2 ส่วนอีกคนกำลังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา ขณะนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่วันจะเปิดเทอมแล้ว ยังหาเงินไปจ่ายค่าหนังสือและอุปกรณ์การเรียนไม่ได้ เพราะเงินที่จะต้องจ่ายให้ทางโรงเรียนเป็นค่าหนังสือและอื่นๆ มีจำนวนกว่า 4,000 บาท แต่ฐานะทางการเงินที่ได้จากการรับจ้าง มีรายได้เพียงวันละ 100 บาทเท่านั้น

 "การจ่ายเงินให้ลูกไปโรงเรียนจะจ่ายให้ได้วันละ 10 บาทเท่านั้น เมื่อก่อนห่อข้าวให้ลูกๆ ไปกิน แต่ระยะหลังลูกๆ จะซื้อข้าวกินที่มีจำหน่ายภายในโรงเรียน เมื่อสถานการณ์ข้าวยากหมากแพง เศรษฐกิจฝืดเคืองเช่นนี้ คงให้ลูกเรียนจบแค่ชั้น ม.6 เท่านั้น เพราะหาเงินส่งเรียนต่อไม่ได้" นางปราณีกล่าว