การเดินทางสู่ "สุวรรณภูมิ"
พอได้ยินว่าสนามบินสุวรรณภูมิตั้งอยู่ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ หลายคนก็อดโอดครวญไม่ได้ว่า ไกลเหลือเกิน แม้การประชาสัมพันธ์ต่างๆ จะบอกว่าไม่ได้ไกลอย่างที่คิด แค่ 25 กิโลเมตรใจกลางเมืองหลวง แต่มันก็ไม่คุ้นเคยกันอยู่ดี
เมื่อเป็นอย่างนี้แล้วก็คงต้องศึกษาเส้นทางพร้อมประเมินค่าใช้จ่าย รวมถึงวางกำหนดเวลาเดินทางกันให้ดี เพราะหากไม่เตรียมตัวไว้ก่อนอาจตกเครื่องได้ง่ายๆ มาดูกันว่า ผู้โดยสารจะเดินทางไปยังสนามบินแห่งใหม่นี้ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเส้นทางเข้าออกสนามบินมีทั้งหมด 5 เส้นทางด้วยกันใครยังไม่เคยไปเยี่ยมชม "สุวรรณภูมิ" เลย ก็มาติดตามการแนะนำเส้นทาง ระยะเวลา และค่าใช้จ่ายแบบคร่าวๆ เพื่อเป็นการเตรียมตัวรองรับการเดินทางจริงกันดูก่อน
เส้นทางด่วนแจ้งวัฒนะ-ธรรมศาสตร์-เชียงราก
ผู้ที่อาศัยอยู่ในโซนทิศเหนือของกรุงเทพฯ เช่น โซนรังสิต มหาวิทยาลัยรังสิต มหาลัยธรรมศาสตร์ รวมถึงผู้ที่เดินทางมาจากจังหวัดทางภาคเหนือที่ต้องการเดินทางมาสนามบินสุวรรณภูมิ สามารถเลือกใช้เส้นทางด่วนแจ้งวัฒนะ-เชียงราก-ธรรมศาสตร์ โดยเส้นทางนี้สามารถเลือกขึ้นทางด่วนได้ 2 เส้นทางคือ ขึ้นที่ศูนย์ธรรมศาสตร์รังสิต หรือขึ้นที่ด่านเชียงราก ซึ่งเส้นทางนี้จะเป็นถนน 4 ช่องทางจราจร ระยะทาง 22 กิโลเมตร วิ่งตรงเข้าสู่จุดทางด่วนเส้นทางรามอินทรา-อาจณรงค์ ไปลงที่พระราม 9 รวมระยะทาง 18.7 กิโลเมตร ตรงเข้าสู่มอเตอร์เวย์อีกประมาณ 14 กิโลเมตร ก็จะถึงทางสะพานเชื่อมเข้าสนามบินสุวรรณภูมิ
ระยะทางประมาณ 54.7 ก.ม.
ค่าใช้ทางพิเศษ 110-150 บาท
ค่าแท็กซี่ 300-400 บาท (ไม่รวมค่าใช้ทางพิเศษ)
เวลาเดินทาง 1.30-2 ชั่วโมง
อุปสรรคในการเดินทาง
เส้นทางนี้ถือเป็นเส้นทางที่มีความสะดวกสบายในการเดินทางเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ โดยปริมาณรถที่ใช้เส้นทางแจ้งวัฒนะ-เชี ยงราก-ธรรมศาสตร์ไม่หนาแน่นมากนัก แต่พอวิ่งมาถึงทางด่วนประชาชื่นเชื่อมต่อเส้นทางด่วนรามอินทรา-อาจณรงค์ ปริมาณรถจะหนาแน่นขึ้น อยู่กับช่วงเวลาว่าอยู่ในชั่วโมงเร่งด่วนระหว่าง 06.00-10.00 น. และ 17.00-20.00 น. หรือไม่ อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ถือเป็นเส้นทางที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากที่สุดสำหรับผู้ที่ใช้รถส่วนตัวและรถแท็กซี่
เส้นทางยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์
ผู้ที่อาศัยอยู่ทางด้านโซนเหนือ ยังสามารถเลือกใช้เส้นทางยกระดับโทลล์เวย์ที่สามารถขึ้นตรงกองเหรียญกษาปณ์จนมาถึงจุดเชื่อมต่อกับเส้นทางด่วนขั้นที่ 1 และทางด่วนขั้นที่ 2 โดยผู้ใช้รถสามารถเลือกใช้ได้ทางด่วนได้ทั้ง 2 ขั้น ขึ้นอยู่ว่าจะเลือกใช้เส้นทางใดเพื่อเข้าตรงสู่สนามบินสุวรรณภูมิ
หากผู้ใช้รถเลือกเดินทางด้วยทางด่วนขั้นที่ 1 จะวิ่งไปเชื่อมต่อกับเส้นทางด่วนสายบูรพาวิถี หรือทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี เพื่อลงที่ด่านบางพลี 1 เข้าถนนบางนาตราด กม.15 แล้วเลี้ยวซ้ายวิ่งตรงไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้ หรืออาจเลือกลงทางด่วนขั้นที่ 1 แล้วใช้ถนนเส้นบางนา-ตราดก็ได้เช่นกัน
แต่หากเลือกใช้ทางด่วนขั้นที่ 2 ตรงช่วงด่านดินแดงแล้ว จะวิ่งไปลงยังเส้นถนนพระราม 9 มุ่งเข้ามอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-ชลบุรีสายใหม่ แล้วเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ
ระยะทางประมาณ 60 กม. (ด่วนขั้นที่ 1), 70 กม.(ด่วนขั้นที่ 2)
ค่าใช้ทางพิเศษ 90 บาท (ด่วนขั้นที่ 1), 95-130 บาท(ด่วนขั้นที่ 2)
ค่าแท็กซี่ 300-400 บาท (ไม่รวมค่าใช้ทางพิเศษ)
เวลาเดินทาง 1.30-2 ชั่วโมง
อุปสรรคในการเดินทาง
ในเส้นทางนี้หากเลี่ยงใช้ทางด่วนโทลล์เวย์แล้ว ก็ยังคงมีปัญหาในเรื่องของการจราจรบ้าง เพราะปริมาณรถที่ใช้โทลล์เวย์ในแต่ละวันมีจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน แต่ถ้าเป็นช่วงเวลาอื่น เส้นทางโทลล์เวย์นับว่าเป็นอีกเส้นที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการความรวดเร็วในการเดินทางเพื่อใช้เชื่อมต่อทางด่วนเนื่องจากเป็นเส้นทางที่มีความสะดวกมากที่สุดแล้ว
ผู้ที่อาศัยอยู่ในโซนทิศใต้ของกรุงเทพฯ บริเวณแถวย่านพระราม 2 ราษฎร์บูรณะ จอมทอง บางปะแก้ว บางบอน
ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูม ิ
ควรใช้เส้นทางวิ่งตรงไปขึ้นทางด่วนขั้นที่ 1 ซึ่งสามารถขึ้นได้ทั้งจากถนนพระราม 2 ถนนดาวคะนอง ถนนราษฎร์บูรณะ ข้ามสะพานพระราม 9 วิ่งเข้าสู่ทางพิเศษบางนา-ชลบุรี ลงที่ด่านบางพลี 1 เข้าถนนบางนา-ตราด กม.15 เลี้ยวซ้ายตรงไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้ หรืออาจเลือกลงทางด่วนขั้นที่ 1 แล้วใช้ถนนเส้นบางนา-ตราด แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนกิ่งแก้วได้
ระยะทาง 60 กม. (ขึ้นอยู่กับเส้นทาง)
ค่าใช้ทางพิเศษ 60 บาท (หากใช้ทางพิเศษบางนา-ชลบุรี)
40 บาท (ทางด่วนขึ้นที่ 1)
ค่าแท็กซี่ 300 บาท (ไม่รวมค่าใช้ทางพิเศษ)
ระยะเวลา 1.30 ชั่วโมง
อุปสรรคในการเดินทาง
เส้นทางนี้เป็นเส้นทางที่สะดวกที่สุด โดยใช้ทางด่วนขั้นที่ 1 เป็นหัวใจหลักในการเดินทาง ซึ่งสามารถประหยัดเวลาได้มาก แม้ในเส้นทางด่วนช่วงดาวคะนอง-ท่าเรือนั้น จะมีบรรดารถบรรทุกใช้เส้นทางเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะช่วงเวลาหลังจาก 11.00 น. และช่วงหลัง 22.00 น. อาจส่งผลให้การใช้เส้นทางด่วนดังกล่าว
มีปัญหาในเรื่องของการจราจรติดขัด จนถึงเคลื่อนตัวได้ช้า แต่ถ้าเลยช่วงท่าเรือไปแล้ว การจราจรโดยส่วนใหญ่ของทางด่วนขั้นที่ 1 มักจะคล่องตัวมากขึ้นจนถึงจุดเชื่อมต่อทางพิเศษบางนา-ชลบุรี
ผู้ที่อาศัยอยู่ในโซนทิศตะวันตกของกรุงเทพฯ บริเวณบางบัวทอง บางใหญ่ ปากเกร็ด รัตนาธิเบศร์ ท่าน้ำนนท์ ถนนแจ้งวัฒนะ
สามารถวิ่งไปขึ้นทางพิเศษศรีรัช หรือทางด่วนขั้นที่ 2 ที่ด่วนช่วงแจ้งวัฒนะ ด่านงามวงศ์วาน เพื่อวิ่งไปยังถนนรัชดาภิเษกแยกต่างระดับพญาไทถึงพระราม 9 เชื่อมต่อมอเตอร์เวย์เข้าสู่สุวรรณภูมิหรืออาจจะใช้เส้นทางด่วนโทลล์เวย์ โดยวิ่งตรงออกมาทะลุวิภาวดีรังสิต ขึ้นโทลล์เวย์ที่แยกหลักสี่ เชื่อมไปยังทางด่วนขั้นที่ 1 หรือขั้นที่ 2 โดยหากผู้ใช้รถเลือกเดินทางด้วยทางด่วนขั้นที่ 1 จะวิ่งไปเชื่อมต่อกับเส้นทางด่วนสายบูรพาวิถีหรือทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี เพื่อลงที่ด่านบางพลี 1 เข้าถนนบางนาตราด กม.15 เลี้ยวซ้ายไปยังสนามบินสุวรรณภูมิได้ หรืออาจเลือกลงทางด่วนขั้นที่ 1 แล้วใช้ถนนเส้นบางนา-ตราด ก็ได้เช่นกัน แต่หากเลือกใช้ทางด่วนขั้นที่ 2 ตรงช่วงด่านดินแดงแล้วจะวิ่งไปลงยังเส้นถนนพระราม 9 มุ่งเข้ามอเตอร์เวย์กรุงเทพฯ-ชลบุรีสายใหม่ แล้วเข้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ
ระยะทางเฉลี่ย 63 กม.(ขึ้นอยู่กับเส้นทาง)
ค่าใช้ทางพิเศษ 90 บาท (หากใช้ทางพิเศษบางนา-ชลบุรี)
70 บาท (ทางด่วนขึ้นที่ 1)
95-150 บาท (ด่วนขั้น 2 กับทางพิเศษบางนา-ชลบุรี)
ค่าแท็กซี่ 350-450 บาท (ไม่รวมค่าใช้ทางพิเศษ)
ระยะเวลา 2.00-2.30 ชั่วโมง
อุปสรรคในการเดินทาง
ผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านนี้ งามวงศ์วาน ปากเกร็ด แจ้งวัฒนะ ต้องเตรียมเผื่อเวลาในการเดินทางให้มากกว่าเส้นทางอื่นๆ เพราะแต่ละเส้นทางไม่ว่าจะใช้เส้นทางพิเศษ หรือถนนที่จะไปเชื่อมต่อทางพิเศษนั้น ล้วนเป็นเส้นทางที่มีการจราจรที่หนาแน่นเกือบทุกเส้นทาง เนื่องจากการกระจุกตัวของหมู่บ้านในย่านนี้มีจำนวนมาก
แต่หากอยู่บริเวณบางบัวทอง อาจเลี่ยงด้วยการใช้เส้นทางเข้าสู่ตัวเมือง ด้วยการขึ้นทางยกระดับบรมราชชนนีแล้วขึ้นสะพานปิ่นเกล้ามุ่งสู่ทางด่วนขึ้นที่ 2 ตรงด่านยมราช เพื่อไปลงเส้นพระราม 9 ใช้เส้นมอเตอร์เวย์เข้าสุวรรณภูมิก็ได้ เพียงแต่เส้นทางนี้อาจจะมีการจราจรติดขัด เพราะต้องผ่านใจกลางเมืองที่มีปัญหาเรื่องการจราจร แต่ก็เสียค่าทางพิเศษเพียง 65 บาท ส่วนระยะทางในการเดินทางใกล้เคียงกัน
ผู้ที่อาศัยอยู่ในโซนทิศตะวันออกของกรุงเทพฯ บริเวณบึงกุ่ม มีนบุรี ร่มเกล้า
เป็นทำเลที่อยู่ใกล้กับสนามบินสุวรรณภูมิมากที่สุด ซึ่งสามารถใช้เส้นทางวงแหวนรอบนอกฝั่งตะวันออกวิ่งเชื่อมสู่ถนนมอเตอร์เวย์ หรือหากอาศัยอยู่ย่านศรีนครินทร์ สวนหลวง พระโขนง สามารถใช้เส้นถนนบางนา-ตราด หรืออ่อนนุช ลาดกระบัง เพื่อเข้าสู่สนามบินได้ไม่ยาก อีกทั้งระยะทางก็ไม่ไกลมาก
ระยะทางเฉลี่ย 25-30 กม.(ขึ้นอยู่กับเส้นทาง)
ค่าใช้ทางพิเศษ -
ค่าแท็กซี่ 150-200 บาท
ระยะเวลา 1.00-1.30 ชั่วโมง
ขอเตือนไว้ว่า การเปิดใช้สนามสุวรรณภูมิตั้งแต่วันที่ 28 กันยายนนี้ ถือเป็นเรื่องใหม่ของผู้ใช้บริการและสายการบินต่างๆ หลายคนอาจยังไม่คุ้นเคยต่อเส้นทางการเดินทาง มีสิทธิหลงทางหรือขับเลยทางเข้าสนามบินได้ เพราะฉะนั้นในช่วงแรกเราควรเผื่อเวลาให้มากกว่าการเดินทางปกติตามคำแนะนำข้างต้นอีกอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง ก็จะทำให้อุ่นใจได้ว่า งานนี้ไม่ตกเครื่องแน่ๆ
นั่งรถเมล์ไป"สุวรรณภูมิ"
แสนประหยัดสบายกระเป๋า
เห็นระยะทางกับค่าโดยสารรถแท็กซี่แล้ว คนทรัพย์น้อยย่อมตกใจเป็นธรรมดา แต่ใช่ว่าประชาชนคนรายได้น้อยจะไม่มีทางเลือกเสียเลย รถประจำทางขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งได้เหมือนกัน แม้จะไม่รวดเร็วเท่ากับรถแท็กซี่หรือรถยนต์ส่วนตัว
แต่สบายกระเป๋ากว่ากันเยอะ
การเปิดให้บริการเดินรถประจำทางของ ขสมก.
เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางสำคัญๆ ในการเดินทางไปสนามบินสุวรณภูมิในเบื้องต้นด้วยกัน 11 สาย ซึ่งเรียกเก็บค่าบริการเริ่มต้นที่ 15 บาทสูงสุดไม่เกิน 35 บาทต่อคนต่อเที่ยว
สาย 549 สุวรรณภูมิ-มีนบุรี-บางกะปิ
เริ่มต้นจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวิ่งตรงไปตามถนนสุขาภิบาล 2 สู่ถนนลาดกระบังแยกขวาไปตามถนนร่มเกล้า แยกซ้ายไปตามถนนสีหบูรานุกิจ มีนบุรี แยกซ้ายเข้าถนนเสรีไทยสุดเส้นทางที่บางกะปิ ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง
สาย 550 สุวรรณภูมิ-แฮปปี้แลนด์
เริ่มต้นจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิไปตามถนนลาดกระบังเข้าถนนอ่อนนุช เลี้ยวขวาไปตามถนนศรีนครินทร์ แล้วเลี้ยวซ้ายไปถนนลาดพร้าวจนถึงเดอะมอลล์ บางกะปิแล้วเลี้ยวขวาไปสิ้นสุดที่ถนนแฮปปี้แลนด์ ใช้เวลาประมาณ 1-1.30 ชั่วโมง
สาย 551 สุวรรณภูมิ-อนุสาวรีย์ (ทางด่วน)
เริ่มต้นจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวิ่งไปตามมอเตอร์เวย์ (ทางพิเศษกรุงเทพฯ-ชลบุรี) ขึ้นทางด่วนศรีรัช หรือระบบทางด่วนขั้นที่ 2 ลงที่ด่านพระราม9 แล้ววิ่งไปถนนพระราม 9 ถนนอโศกดินแดง เข้าถนนราชวิถี สิ้นสุดเส้นทางที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใช้เวลาประมาณ 1-1.30 ชั่วโมง
สาย 552 สุวรรณภูมิ-กรมศุลากร
เริ่มต้นจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวิ่งออกทางด้านถนนบางนา-บางปะกง จนถึงแยกบางนาแล้วเลี้ยวขวาเข้าถนนสุขุมวิท ไปตามเส้นทางจนแยกพระรามสี่ เลี้ยวซ้ายวิ่งไปถึงถึงกรมศุลากร ใช้เวลาประมาณ 1-1.30 ชั่วโมง
สาย 552A สุวรรณภูมิ-อู่แพรกษา สมุทรปราการ
เริ่มต้นจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิวิ่งออกทางด้านถนนบางนา-บางปะกง จนถึงแยกบางนาแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามเส้นสุขุมวิทผ่านสำโรงสุดเส้นทางที่สมุทรปราการ (อู่แพรกษา) ใช้เวลาประมาณ 1-1.30 ชั่วโมง
สาย 553 สุวรรณภูมิ-สมุทรปราการ
เริ่มต้นจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิแล้วเลี้ยวซ้ายไปตามถนนลาดกระบังแล้วเลี้ยวซ้ายอีกครั้งเข้าถนนกิ่งแก้ว จนถึงถนนบางนา-บางปะกง แล้วเลี้ยวซ้ายไปถนนศรีนครินทร์ แยกขาวไปตามถนนสุขุมวิท แล้วเลี้ยวซ้ายอีกครั้งไปตามถนนสายลวด ก่อนสุดเส้นทางที่สมุทรปราการ
สาย 554 สุวรรณภูมิ-รังสิต (ทางด่วน)
เริ่มต้นจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ วิ่งออกเส้นมอเตอร์เวย์ (กรุงเทพฯ-ชลบุรีสายใหม่) แยกขวาไปตามวงแหวนรอบนอก(ตะวันออก) แล้วเลี้ยวซ้ายไปามถนนรามอินทรา ถนนแจ้งวัฒนะ จนถึงถนนวิภาวดีเลี้ยวขาว ผ่านท่าอากาศยานดอนเมือง สุดเส้นทางที่รังสิต ใช้เวลาประมาณ 1-1.30 ชั่วโมง
สายท่าอากาศยานดอนเมือง-ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
เริ่มต้นวิ่งจากรังสิตไปตามถนนวิภาวดีรังสิตถึงแยกดินแดงเลี้ยวซ้ายเข้าทางด่วนพระราม 9 ไปถนนศรีนครินทร์ และเข้ามอเตอร์เวย์ สุดเส้นทางที่สุวรรณภูมิ โดยแต่ละเส้นทางจะใช้เวลาเดินทางอย่างน้อย 2 ชั่วโมงครึ่ง
สายใต้ใหม่-สุวรรณภูมิ
เริ่มต้นเส้นทางจากสายใต้ใหม่วิ่งเข้าสู่สนามหลวงแล้วไปขึ้นทางด่วนขั้นที่ 2 ที่ด่านยมราช ไปลงที่ด่านพระราม 9 เข้าสู่เตอร์เวย์ รวมระยะยาง 40 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมง
วงเวียนใหญ่-สุวรรณภูมิ
เริ่มจากวงเวียนใหญ่ผ่านแยกเจริญนครเข้าราษฎร์บูรณะ สุขสวัสดิ์ ขึ้นสะพานวงแหวนอุตสาหกรรมที่พึ่งเปิดให้บริการช่วงกลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา เข้าสู่ปู่เจ้าสมิงพรายผ่านเส้นสำโรง เทพารักษ์ วิ่งเข้าถนนกิ่งแก้วสู่สนามบินสุวรรณภูมิ รวมระยะทาง 53 กิโลเมตร คาดจะใช้เวลาเดินทางกว่า 3 ชั่วโมงครึ่ง
เซ็นทรัลพระราม 2-สุวรรณภูมิ
เริ่มจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 2 วิ่งตรงเข้าสู่โพธิ์ทอง ถนนสุขสวัสดิ์ ขึ้นสะพานวงแหวนอุตสาหกรรม เข้าสู่ปู่เจ้าสมิงพราย ผ่านสำโรง สี่แยกบางนาเข้าถนนบางนาตราดสู่สนามบินสุวรรณภูมิสุวรรณภูมิ รวมระยะทาง 48 กม. คาดต้องใช้เวลาเดินทาง 3 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ยังมีรถตู้ร่วมบริการ ขสมก. ที่ใช้ก๊าซเอ็นจีวี ให้บริการอีก 550 คัน ใน 7 เส้นทางมุ่งสู่ปลายทางสนามบินสุวรรณภูมิ ได้แก่ เส้นทางมีนบุรี 25-50 คัน แฮปปี้แลนด์ 25-50 คัน อนุสาวรีย์ 25-50 คัน ดอนเมือง 25-50 คัน อ่อนนุช-คลองเตย 150 คัน รังสิต 70-100 คัน อีกทั้งยังมีรถแอร์พอร์ตบัส 6 เส้นทาง ได้แก่ มีนบุรี อนุสาวรีย์ รถไฟฟ้าสถานีอ่อนนุช สมุทรปราการ ดอนเมือง รังสิต และสู่ปลายทางสนามบินสุวรรณภูมิ
อีกทั้งยังมีรถแอร์พอร์ตเอ็กซ์เพรส ในอีก 4 เส้นทาง เพื่อรองรับการให้บริการชาวต่างประเทศ ได้แก่เส้นทาง ถนนวิทยุ-สุวรรณภูมิ, บางลำพู-สุวรรณภูมิ, สุขุมวิท-สุวรรณภูมิ และสีลม-สุวรรณภูมิ โดยมีรถให้บริการทั้งสิ้น 150 คัน
บขส.พร้อมให้บริการ 6 เส้นทางขณะที่บริษัทขนส่ง จำกัด ได้จัดเตรียมรถ บขส. เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่ต้องการเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิ โดยรถโดยสารจากชานเมืองและจังหวัดใกล้เคียง ที่มีด้วยกัน 6 เส้นทาง แบบไป-กลับ ได้แก่ เส้นทางจากสุวรรณภูมิ - สถานีจตุจักร ในกรุงเทพฯ, สุวรรณภูมิ-บางคล้า ฉะเชิงเทรา, สุวรรณภูมิ-พัทยา, สุวรรณภูมิ-เขาหิน จังหวัดสระแก้ว, สุวรรณภูมิ-บ้านฉาง จังหวัดระยอง และสุวรรณภูมิ-หนองคาย
โดยจะมีรถออกจากท่ารถทุกๆ ครึ่งชั่วโมง
ทั้งนี้ เมื่อเดินทางมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ จะมาจอดที่ศูนย์ขนส่งรถสาธารณะภายในท่าอากาศยาน ตั้งอยู่ห่างจากอาคารผู้โดยสาร 2 กิโลเมตร ทาง ทอท. จัดเตรียมรถเวียนวิ่งรับส่งผู้โดยสารภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 40 คัน ไปยังอาคารผู้โดยสาร ใช้เวลาอีกประมาณ 10-15 นาที
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า การเดินทางโดยระบบขนส่งที่ภาครัฐจัดให้นั้น อาจไม่สะดวกสบายมากเท่ากับการขับรถส่วนตัวหรือนั่งแท็กซี่มายังสนามบินและใช้เวลาเดินทางนานกว่า แต่ในส่วนของค่าใช้จ่ายต่อครั้งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว มีราคาถูกกว่ามาก จึงจัดเป็นทางเลือกลำดับต้นๆ ของประชาชนที่จะมาใช้สนามบินสุวรรณภูมิ
ขนส่งระบบราง...
อีกทางเลือกในการเดินทาง
หลายคนพอเห็นอัตราค่าโดยสารที่ต้องจ่ายเมื่อเดินทางไปสนามบินสุวรรณภูมิด้วยรถแท็กซี่แล้ว คนบ้านไกลหน่อยคงต้องทำใจว่าแต่ละครั้งที่ใช้บริการจะต้องควักกระเป๋าไม่ต่ำกว่า 500 บาท แต่ครั้นจะเดินทางด้วยรถประจำทาง ที่ ขสมก.จัดบริการอำนวยความสะดวกให้ก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ชั่วโมงครึ่ง กว่าจะเดินทางไปถึง
การขนส่งระบบราง อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทาง โดยการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) จัดเตรียมเดินขบวนรถ JR-WEST ปรับอากาศ รับส่งระหว่างสถานีรังสิต-หัวตะเข้ ไป-กลับ วันละ 10 เที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง (ดูตามตาราง) ซึ่งแต่ละขบวนสามารถรองรับคนได้ขบวนละ 800 คน ซึ่งมีกำหนดเวลาเดินทางตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน โดย ร.ฟ.ท.จะประสานงานกับ ขสมก. นำรถมารับส่งที่สถานีรถไฟหัวตะเข้ เพื่อต่อไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ เริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 15 กันยายนนี้ จัดเก็บค่าโดยสารราคาเดียวคนละ 50 บาทตลอดเส้นทาง ถือเป็นระบบขนส่งที่สามารถขนคนได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งราคาไม่แพง และใช้เวลาในการเดินทางไม่เกิน 1 ชั่วโมงครึ่ง
ส่วนอนาคตอันใกล้นี้ โครงการแอร์พอร์ตลิ้งค์ หรือรถไฟฟ้าสายสุวรรณภูมิ-มักกะสัน-พญาไท ระยะทางรวมกันกว่า 28 กิโลเมตรจะก่อสร้างแล้วเสร็จ และพร้อมเปิดให้บริการได้ภายในปี 2551 โดยระบบดังกล่าวจะเป็นการเดินรถไฟฟ้าตามแนวรถไฟฟ้าสายตะวันออก ซึ่งจะมีทั้งหมด 8 สถานี ได้แก่
1.สถานีพญาไท (ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสถานีพญาไท)
2.สถานีราชปรารภ (แยกราชปรารภ-นิคมมักกะสัน-ประตูน้ำ)
3.สถานีมักกะสัน (ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีเพชรบุรี)
4.สถานีรามคำแหง (ถนนรามคำแหง-คลองแสนแสบ)
5.สถานีหัวหมาก (ถนนศรีนครินทร์-สถานีรถไฟหัวหมาก)
6.สถานีทับช้าง (สี่แยกประเวศ)
7.สถานีลาดกระบัง (ถนนอ่อนนุช-ลาดกระบัง)
8.สถานีสุวรรณภูมิ ที่อยู่ใต้อาคารผู้โดยสารของสนามบิน
สำหรับรูปแบบการให้บริการเดินรถจะมีด้วยกัน 2 รูปแบบ
รูปแบบแรกคือ รถไฟฟ้าด่วนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มีจำนวน 4 ขบวน ขบวนละ 4 ตู้ ใช้เชื่อมระหว่างสถานีรับส่งผู้โดยสารของท่าอากาศยานในเมือง
ที่ตั้งอยู่ที่ศูนย์มักกะสัน ซึ่งในจุดนี้ผู้โดยสารสามารถเช็คอินตั๋วโดยสารและกระเป๋าสัมภาระได้ที่สถานีนี้ ก่อนที่จะเดินทางไปยังปลายทางที่ท่าอากาศยานสนามบินสุวรรณภูมิ โดยจอดรับส่งเฉพาะสถานีต้นทางและปลายทาง ด้วยความเร็ว 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ระยะทาง 25 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางเพียง 15 นาที
ส่วนรูปแบบที่สอง คือรถไฟฟ้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ที่ให้บริการระหว่างสถานีพญาไท ที่ใช้เป็นจุดเชื่อมต่อขนถ่ายผู้โดยสารที่เดินทางมาจุดเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าบีทีเอส มีด้วยกัน 5 ขบวน ขบวนละ 3 ตู้โดยสาร โดยการให้บริการจะจอดส่งทั้ง 8 สถานี รวมระยะทาง 28 กิโลเมตร ใช้เวลาการเดินทางทั้งสิ้น 30 นาที
นอกจากนี้ รถไฟฟ้าบีทีเอส ก็อยู่ระหว่างการทำส่วนต่อที่ดำเนินการโดยกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สายสีลม ที่ทำส่วนต่อขยายออกไปจากสะพานตากสินไปถึงแยกตากสิน ระยะทาง 2.2 กิโลเมตร และจากสถานีอ่อนนุชถึงสำโรง ระยะยาวอีก 9 กิโลเมตร ทำให้ผู้ที่อาศัยอยู่ในย่านฝั่งธนที่ต้องการเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิ โดยในส่วนนี้คาดว่าจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 3 ปี
และในอนาคตรถไฟฟ้าบีทีเอส ยังมีแผนที่จะขยายส่วนต่อออกไปอีก จากเดิมที่ถึงแยกตากสินไปถึงถนนเพชรเกษม ระยะทาง 6.7 กิโลเมตร จากหมอชิตไปสะพานใหม่ ระยะทาง 12 กิโลเมตร และจากสถานีกีฬาแห่งชาติไปพรานนก ระยะทาง 6.8 กิโลเมตร ทำให้ผู้ใช้บริการเกิดความสะดวกสบาย ด้วยการใช้รถไฟฟ้าบีทีเอสไปลงที่สถานีพญาไท เพื่อเชื่อมต่อกับเส้นรถไฟฟ้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิได้
ในอนาคตระบบรางจึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะเข้ามามีบทบาทในการเชื่อมระหว่างสนามบินสุวรรณภูมิ กับกรุงเทพฯ เขตชั้นใน ที่จะใช้เส้นทางดังกล่าวในการเดินทาง ซึ่งประชาชนอย่างเราๆ คงต้องอดใจรอต่อไป
ตะลอนทัวร์ "อาคารผู้โดยสาร"
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ท่าอากาศยานสุวรรณภมิ" ซึ่งเป็นสนามบินแห่งความภาคภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศนั้น มีขนาดใหญ่โตกว่าสนามบินดอนเมืองอยู่หลายเท่า วัดกันแค่พื้นที่ของตัวอาคารผู้โดยสาร ก็เรียกได้ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ด้วยพื้นที่ 563,000 ตารางเมตร และใหญ่กว่าสนามบินฮ่องกงถึง 10,000 ตารางเมตรอีกด้วย
เพราะความใหญ่โตของสนามบินแห่งนี้แหละ ที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการเดินทางของผู้โดยสารได้ ใครที่เพิ่งไปใช้บริการครั้งแรกก็อาจเดินหลงทางแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวกันได้ง่ายๆ หากไม่ศึกษาลู่ทางให้ดีเสียก่อน
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้โดยสารต้องเสียเวลา หรือพลาดการเดินทางครั้งสำคัญ ทีมงานจึงอาสาเข้าไปซอกแซกภายในตัวอาคารผู้โดยสารมาบอกเล่าสู่กันฟังก่อน
และลองนึกภาพตามกันไปนะคะ เผื่อเมื่อเข้าไปใช้บริการแล้วจะได้ไม่สับสน ซึ่งต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ที่เอื้อเฟื้อข้อมูลและอาสาเป็นไกด์นำทัวร์ให้ด้วย
เส้นทางผู้โดยสารขาออก
สำหรับผู้โดยสารขาออกที่เดินทางด้วยรถสาธารณะไม่ว่าจะเป็น รถเมล์ หรือรถบขส. จะต้องต่อรถจากศูนย์ขนส่งรถสาธารณะ ที่อยู่ภายในสนามบินขึ้นรถ Airport Shuttle Bus ซึ่งเป็นรถหมุนเวียนภายในสนามบินที่จะส่งผู้โดยสารที่ชั้น 1 ด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร คาดว่าจะใช้เวลาราว 10 นาที ส่วนท่านที่ใช้รถส่วนตัว จะมีอาคารจอดรถอยู่ด้านหน้าตัวอาคารผู้โดยสารถึง 2 หลังด้วยกัน สามารถรองรับรถยนต์ได้ถึง 5,000 คัน โดยมีสะพานเชื่อมต่อกับตัวอาคารผู้โดยสารอยู่บริเวณชั้น 3 ซึ่งจะต้องขึ้นมาที่ชั้น 4 ของอาคาร เพราะชั้นนี้ทั้งชั้นจะเป็นส่วนของผู้โดยสารขาออก
เมื่อเข้าไปภายในโถงชั้น 4 บอกได้เป็นเสียงเดียวกันค่ะว่า ใหญ่โตและกว้างขวางจริงๆ ทั้งยังตื่นตาตื่นใจกับความทันสมัยที่มากกว่าสนามบินดอนเมืองอย่างมาก
จุดแรกที่เราได้เห็นก็คือ ที่ตั้งบูธขายตั๋วโดยสารของสายการบินต่างๆ ซึ่งจะเรียงรายเป็นแนวถัดจากประตูทางเข้า ที่มีถึง 10 ประตูด้วยกัน (นับ 1-10 จากซ้ายไปขวา เมื่อหันหน้าเข้าหาตัวอาคาร) ส่วนบริเวณตรวจบัตรโดยสารหรือจุดเช็คอิน ก็จะเห็นได้ชัดเจนอยู่เบื้องหน้าเรียงรายเป็นแถว (อาจจะได้ยินเจ้าหน้าที่การบินบางคนเรียกว่า เกาะ หรือ ไอร์แลนด์ ก็ได้) ตั้งแต่แถว A-W ส่วนแต่ละแถวนั้นจะมีเคาน์เตอร์ตั้งแต่หมายเลข 1-24 ที่สามารถรองรับผู้โดยสารได้จำนวนมาก
ไกด์จำเป็นของเราบอกว่า สนามบินแห่งใหม่นี้ต่างจากสนามบินดอนเมืองตรงที่จะให้บริการผู้โดยสารในประเทศและต่างประเทศภายในอาคารเดียวกัน โดยส่วนของผู้โดยสารภายในประเทศจะอยู่แถบซ้ายมือ คือแถว A-C (จะอยู่ตรงประตู 1-3) ซึ่งแถบซ้ายสุด ซึ่งจุดเป็นเช็คอินแถว A-B จะเป็นจุดบริการของสายการบินไทย ซึ่งเป็นสายการบินแห่งชาติ
ส่วนสายการบินอื่นๆ เช่น สายการบินไทยแอร์เอเชีย มีจุดเช็คอินสำหรับผู้โดยสารในประเทศและต่างประเทศอยู่แถว E ส่วนพื้นที่จำหน่ายตั๋วอยู่ตรงข้ามกับแถว D, จุดเช็คอินของสายการบินสิงคโปร์ แอร์ไลน์ อยู่แถว K บริเวณประตู 5 เคาน์เตอร์ที่ 8-18, สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส มีจุดเช็คอินแถว F ตรงประตู 3 และจุดขายบัตรอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกัน และสายการบินวันทูโก โดยโอเรียนท์ไทย แอร์ไลน์ มีจุดเช็คอินอยู่แถว D หมายเลข 11-12 และ 14-21 ส่วนบูธขายตั๋วเลขที่ 1/6 ถึง 1/8
บินในประเทศ-ต่างประเทศ
หลังจากผ่านจุดเช็คอินแล้ว ท่านที่เดินทางในประเทศจะต้องลงบันไดเลื่อนไปชั้น 2 เพื่อไปยังห้องพักรอขึ้นเครื่อง ซึ่งทุกห้องจะมีจุดตรวจค้นตั้งอยู่ ส่วนผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศ ขั้นต่อไปคือผ่านการตรวจหนังสือเดินทางและศุลกากรที่อยู่ด้านในถัดไป ก่อนถึงทางเข้าสู่อาคารเทียบเครื่องบินที่มีทางเชื่อมต่อกัน
ไกด์สาวผู้น่ารักพาเราลัดเลาะไปยังจุดต่างๆ ที่ต้องการจะชม โดยในส่วนของอาคารเทียบเครื่องบินนี้ นอกจากจะสร้างความตื่นตาตื่นใจจากความสวยงามของสถาปัตยกรรมตั้งแต่ทางเข้าแล้ว คุณไกด์สาวยังบอกว่า หากมองจากมุมบนลงมาที่ตัวอาคารผู้โดยสารแล้วจะเห็นว่าตัวอาคารมีลักษณะคล้ายตัว "เอช" ในภาษาอังกฤษ หรือ "H" นั่นเอง
โดยอาคารเทียบเครื่องบินแห่งนี้มีอยู่ 7 หลังด้วยกัน ใช้อักษรภาษาอังกฤษแบ่งตามโซน ตั้งแต่ A-G เชื่อมต่อกันทั้งหมด โซน D จะอยู่ตรงกลาง เป็นจุดเชื่อมต่อกับอาคารพักผู้โดยสาร และโซนอื่นๆ ของอาคารเทียบเครื่องบิน ขณะที่โซน A-B นั้น เป็นโซนสำหรับเที่ยวบินในประเทศ นอกจากนี้แต่ละชั้นจะมีบันไดเลื่อนสำหรับขึ้นลงระหว่างชั้นที่มีทั้งหมด 4 ชั้น และยังมีทางเลื่อนไว้คอยบริการผู้โดยสารที่ไม่อยากจะเดินไกลให้เมื่อยอีกด้วยค่ะ ส่วนที่ขาดไม่ได้ตลอดเส้นทางยังมีร้านค้าปลอดภาษีเรียงรายให้พวกท่านได้ช็อปปิ้งกันอย่างจุใจกันก่อนขึ้นเครื่อง
อ้อ! ป้ายประกาศต่างๆ มีความสำคัญมากสำหรับนักเดินทาง เพราะสนามบินแห่งใหม่นี้กว้างใหญ่กว่าสนามบินเดิมมาก หากเดินวนไปเวียนมาอาจจะหลงทางเอาง่ายๆ ดังนั้นจะมีป้ายบอกทางไปเป็นระยะๆ และระหว่างทางเดินเหนือศีรษะมีป้ายบอกตารางเวลาเดินทางของเที่ยวบินต่างๆ ซึ่งมีหลายภาษาด้วยกัน แต่ที่ขาดไม่ได้ก็คือภาษาไทยของเรา ซึ่งจะมีการสลับสับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
ก่อนที่ผู้โดยสารจะขึ้นเครื่อง จะมีจุดตรวจค้นผู้โดยสารและสัมภาระติดตัวกระจายอยู่ในพื้นที่ทั้งชั้น 3 และชั้น 4 ในเขตสนามบิน ภายในอาคารเทียบเครื่องบิน ซึ่งผู้โดยสารจะต้องผ่านจุดนี้ทุกคนค่ะ
เส้นทางผู้โดยสารขาเข้า
ใช้เวลาวกไปเวียนกันอยู่นานทีเดียว ไกด์สาวก็พามาที่ชั้น 2 เป็นส่วนผู้โดยสารขาเข้า เส้นทางนี้สบายๆ ค่ะ เพราะเมื่อลงจากเครื่องก็ตรงเข้ามาทางเชื่อมเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งก็จะได้เห็นศิลปกรรมต่างๆ ที่สวยงามไม่แพ้ชั้น 4 จะต่างก็ตรงแนวคิดเท่านั้น นอกจากจะมีร้านค้าปลอดภาษีดักรอนักช็อปปิ้งเมื่อมาถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพแล้ว หากคุณเป็นผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศก็ต้องแวะที่จุดสำคัญ นั่นก็คือ จุดตรวจหนังสือเดินทาง ก่อนที่จะเดินทางออกด้านหน้าเพื่อรอรับกระเป๋าเดินทาง โดยในจุดนี้มีการติดตั้งสายพานกระเป๋าไว้ทั้งสิ้น 22 สายพานด้วยกัน (แต่มีถึงหมายเลข 23 เพราะเว้นเลข 13 ไป) แบ่งเป็นจุดบริการผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ 17 สายพาน และในประเทศ 5 สายพาน
พอมาถึงบริเวณที่ว่านี้แล้ว ไกด์จำเป็นของเรา ถามพวกเราว่าต้องการชมอะไรอีกบ้าง ทำให้พลันคิดได้ว่าถ้ามีที่ไหนสวยๆ อีกก็ขอไปชมกันเป็นบุญตาก่อนใครก็น่าจะดี เผื่อไว้คุยอวดกับเพื่อนๆ ได้บ้าง แล้วที่เราได้เห็นได้ชมก็สวยอย่างใจคิดค่ะ โดยเฉพาะในส่วนของอาคารเทียบเครื่องบินโซน E ที่เคยใช้เป็นที่ถ่ายทำรายการตี 10 เมื่อครั้งสัมภาษณ์สาวมหัศจรรย์สุดเซ็กซี่ของเมืองไทยที่โกอินเตอร์ไปแล้วคือ "อมิตา ทาทา ยัง" นั่นเอง
หรือแม้แต่จุดชมวิวบนชั้น 7 ของอาคารพักผู้โดยสาร และในส่วนของพื้นที่สวนภายนอกอาคาร จัดเป็นสวนสวยงามที่มีแนวคิดความเป็นไทยในรูปแบบแตกต่างกันออกไป ซึ่งนอกจากจะน่ามองแล้ว ยังน่าศึกษาประดับเป็นความรู้รอบตัวอีกด้วย ทำให้การเที่ยวชมครั้งนี้ของพวกเราอิ่มตาอิ่มใจจริงๆ ค่ะ
เตรียมพร้อม...ก่อนเดินทาง
คุณผู้อ่านที่ต้องเดินทางและใช้บริการของสนามบินสุวรรณภูมิในช่วงเปิดใช้แรก อาจเกิดความรู้สึกวิตกกังวลไปต่างๆ นานา ยิ่งคนที่ไม่เคยย่างกรายเข้าไปก่อนหน้าเดินทางเลย คงต้องคิดหนักเหมือนกัน เพราะฟังดูจากข่าวคราวแล้ว น่าจะใหญ่โตมโหฬารเหลือเกิน แถมยังไกลออกจากใจกลางเมืองหลวงที่เราคุ้นเคยไม่น้อย
ดังนั้น สิ่งสำคัญสำหรับผู้โดยสารที่จะเข้าใช้บริการ สิ่งแรกก็คือ การ "ตั้งสติ" เพราะเมื่อรู้ว่าตัวเองต้องไปแน่ๆ แล้ว ก็จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อป้องกันความผิดพลาด และการเตรียมความพร้อมแรกก็คือ การศึกษาเส้นทางการเดินทางไปยังสนามบินสุวรรณภูมิล่วงหน้าก่อน และอย่าลืมเผื่อเวลาให้มากกว่าปกติสักนิด เพราะเป็นเส้นทางที่ยังไม่คุ้นเคย
เกี่ยวกับเรื่องนี้ คุณระวีวรรณ เนตระคเวสนะ ผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. แนะนำถึงเส้นทางสะดวกในการเดินทางว่า เส้นทางหลักที่ง่ายที่สุดก็คือ เส้นพระราม 9 มอเตอร์เวย์ พอเลยด่านทับช้างก็ให้วิ่งตรงและชิดซ้ายเข้าสนามบินสุวรรณภูมิได้ทันที ซึ่งขณะนี้มีป้ายบอกทางไปสนามบินเป็นระยะๆ และกำลังจะมีการติดตั้งเพิ่มเติมขึ้นอีกด้วย
"หากกลัวหลง ก็ให้สังเกตป้ายที่บอกให้มุ่งหน้าไปชลบุรี จากนั้นก็จะมีทางแยกบอกไปสนามบินชัดเจน ทั้งที่เป็นป้ายเขียนว่าสนามบินสุวรรณภูมิ หรือป้ายสัญลักษณ์เครื่องบิน ซึ่งเส้นทางนี้จะตรงเข้าถึงหน้าตัวอาคารผู้โดยสารชั้น 4 ทันทีเลย เชื่อว่าจะไม่หลงทางแน่ หรือหากเลยไปก็จะมีสะพานกลับรถที่สามารถย้อนกลับเข้าสนามบินได้เช่นกัน" ผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ทอท.กล่าว
นอกจากนี้หากไม่มีรถส่วนตัว ก็สามารถใช้บริการยานพาหนะประเภทอื่นๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น รถเมล์ ขสมก. หรือบขส. ซึ่งจุดรวมหลักของรถเมล์ ขสมก. จะอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ตลอดจนมีบริการรถแท็กซี่ โดยผู้ที่ใช้บริการรถแท็กซี่สามารถให้รถขึ้นไปส่งได้ที่ชั้น 4 ส่วนผู้โดยสารขาออกได้เช่นกัน รวมทั้งอาจจะมีจุดรอรับของรถแท็กซี่ไว้รองรับสำหรับผู้โดยสารขาเข้าด้วย แต่ต้องจำกัดจำนวนเพื่อป้องกันจราจรติดขัด ขณะที่ผู้ที่จะเดินทางด้วยรถสาธารณะ ก็จะมีรถรอรับผู้โดยสารบริเวณชั้น 1 ซึ่งมีความสะดวกสบายเช่นกัน เพราะจะมีช่องเก็บกระเป๋า และเจ้าหน้าที่ช่วยขนถ่ายกระเป๋าเดินทางให้ ส่วนผู้มารถส่วนตัวก็จะมีรถเข็นกระเป๋าที่สามารถเดินเชื่อมอาคารไปที่จอดรถได้
คุณระวีวรรณ แนะนำด้วยว่า อย่าตกใจว่าสนามบินสุวรรณภูมิอยู่ไกล เพราะที่จริงแล้วไม่ไกลอย่างที่คิด และระบบรถต่างๆ ก็เป็นการปรับการเดินทางใหม่เท่านั้น ซึ่งผู้โดยสารอาจจะยังไม่คุ้นเคยในระยะแรก
นอกจากนี้ สนามบินสุวรรณภูมิจะไม่มีการประกาศเตือนผู้โดยสารก่อนขึ้นเครื่อง ดังนั้นการเตือนสติตัวท่านเองจึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่สำคัญ เพราะในระยะแรก ช่วงที่ยังไม่คุ้นเคยกับสถานที่ก็ยังไม่ควรแวะชมศิลปกรรมจนลืมเวลาหรือมัวแต่ช็อปปิ้งกันจนเลยเถิด ส่วนการเตือนเที่ยวบินต่างๆ จะอยู่ที่ป้ายอิเล็กทรอนิกส์ ท่านจึงต้องเป็นนักสังเกตให้มากขึ้น
และในเรื่องการสังเกตนี้จะช่วยทำให้ท่านได้เห็นป้ายและจุดบริการอื่นๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้นด้วย เช่น จุดบริการทางการเงินต่างๆ ตลอดจนห้องน้ำ หรือเส้นทางไปอาคารเทียบเครื่องบินในจุดต่างๆ
สำหรับกรณีที่ไม่มีการประกาศเตือนก่อนขึ้นเครื่องนั้น คุณระวีวรรณ อธิบายว่า การที่สนามบินสุวรรณภูมิไม่มีประกาศเตือน ก็เพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ซึ่งที่สนามบินดอนเมืองในส่วนภายนอกก็ไม่มีประกาศเตือนมานานแล้ว อย่างไรก็ตาม ในสนามบินแห่งใหม่นี้จะให้บริการโดยใช้คนแทน คือจะมีเจ้าหน้าที่บริการแนะนำทางหรือตอบข้อซักถามตามจุดที่เป็นทางแยกระหว่างอาคารเทียบเครื่องบิน เพื่อป้องกันความสับสนแก่ผู้โดยสารด้วย
รวมทั้ง ทอท. ยังมีบูธบริการให้ข้อมูลเกี่ยวกับสนามบินสุวรรณภูมิทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดอีก 5 จังหวัด คือ เชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต เชียงราย และขอนแก่น หรือต้องการสอบถามข้อมูล ทอท. ก็มีบริการสอบถามข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา ผ่านทางคอลล์ เซ็นเตอร์ โทร.08-2132-1888
ส่วนสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ฝากบอกมาว่าสามารถสอบถามได้ที่โทร.1771 หรือ www.bangkokair.com ขณะที่ศูนย์บริการของสายการบินไทยแอร์เอเชีย ที่คอลล์ เซ็นเตอร์ 08-2515-9999 และคอลล์ เซ็นเตอร์ ของสายการบินวันทูโก โทรสอบถามได้ตลอด 24 ชั่วโมงเช่นกันที่โทร.1126
รู้จักอาคารพักผู้โดยสารทั้ง 7 ชั้น
ชั้นที่ 1 เป็นจุดจอดรถส่งผู้โดยสารสำหรับรถบริการสาธารณะ นอกจากนี้มีสำนักงานแพทย์ ส่วนงานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย (ทอท.) ด้านรักษาความปลอดภัยไฟฟ้า และฝ่ายการท่าอากาศยาน
ชั้นที่ 2 คือ ส่วนบริการผู้โดยสารขาเข้า
ชั้นที่ 3 แบ่งเป็น 2 เขต คือ เขตการบิน (Airside) เป็นพื้นที่ห้องพักผู้โดยสารของการบิน รวมทั้งมีร้านค้าบางส่วน จุดตรวจค้นอาวุธและวัตถุระเบิด ส่วนพื้นที่นอกเขตการบิน (Landside) มีจุดนัดพบ ร้านค้า เคาน์เตอร์บริการต่างๆ และห้องสำหรับแขกวีไอพี
ชั้นที่ 4 เป็นส่วนบริการผู้โดยสารขาออก ได้แก่ พื้นที่บริการผู้โดยสารขาออกภายในประเทศและต่างประเทศ พื้นที่บริการผู้โดยสารพรีเมียมของการบินไทย มีจุดตรวจหนังสือเดินทาง จุดตรวจของศุลกากร สำนักงานราชการบางหน่วยงาน รวมไปถึงบูธของสายการบิน และเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์
ชั้นที่ 5 เป็นสำนักงานบริษัท การบินไทย และกลุ่ม สตาร์ อัลไลแอนซ์
ชั้นที่ 6 ภัตตาคาร
ชั้นที่ 7 จุดชมทัศนียภาพ
นอกจากนี้ ยังมีชั้นใต้ดิน กำหนดให้เป็นชั้น 0 คือ สถานีรถไฟ และชั้น -1 ชานชาลารถไฟ รวมทั้งเป็นพื้นที่ของระบบสายพานลำเลียงกระเป๋าอีกด้วย
เป็นสนามบินตั้งอยู่ที่ ถนนบางนาตราด ใน จังหวัดสมุทรปราการ (โดยกำลังจะเปลี่ยนเป็น จังหวัดสุวรรณภูมิมหานคร) กำหนดเปิดใช้งานวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2549 และมีกำหนดการใช้งานแทนท่าอากาศยานกรุงเทพที่ดอนเมืองหลังดำเนินการระยะหนึ่ง โดยนโยบายรัฐบาลได้กำหนดท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ และจะเป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์
ภายในส่วนอาคารท่าเทียบเครื่องบินและส่วนพักคอย
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ชื่อของสนามบินสุวรรณภูมิ มีความหมายว่า "แผ่นดินทอง" เป็นชื่อพระราชทานโดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2543 และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารผู้โดยสารท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2545
สถาปนิกผู้ออกแบบอาคาร คือ เฮลมุต จาห์น ชาวอเมริกัน-เยอรมัน และบริษัทเมอร์ฟีจาห์นสำนักงานใหญ่ที่ชิคาโก ซึ่งแบบอาคารสนามบินได้ถูกปรับเปลี่ยน ขนาดอาคาร และวัสดุจากแบบเดิมไปในหลายส่วน เช่นเพิ่มการประดับยักษ์ และสถาปัตยกรรมไทยเพิ่มเข้าไปโดยสถาปนิกชาวไทย
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นท่าอากาศยานนานาชาติขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาความเจริญด้านเศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว และด้านอื่นๆ ของประเทศเป็นอย่างมาก รัฐบาลจึงกำหนดให้การก่อสร้างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นวาระแห่งชาติ โดยเป็นท่าอากาศยานหลักของประเทศ และเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาค
วาระแห่งชาติ
ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เป็นท่าอากาศยานนานาชาติขนาดใหญ่ ที่มีความสำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาความเจริญด้านเศรษฐกิจ สังคม การท่องเที่ยว และด้านอื่นของประเทศเป็นอย่างมาก รัฐบาลจึงกำหนดให้ (การก่อสร้าง) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องร่วมกันดำเนินการแบบบูรณาการ เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย
ได้มีการเปิดทดลองใช้สนามบิน ในเช้าวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2549 มีผู้โดยสารจากสายการบินภายในประเทศ 6 สายการบิน ได้แก่ การบินไทย บางกอกแอร์เวย์ โอเรียนไทย นกแอร์ ไทยแอร์เอเชีย และพีบี.แอร์ โดยมีจำนวนผู้โดยสาร 4,800 คน จาก 24 เที่ยวบิน โดยรักษาการณ์นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตรได้เดินทางจากสนามบินดอนเมืองมายังสนามบินสุวรรณภูมินี้
นอกจากนี้ได้มีกิจกรรม รวมทั้งการแจกประกาศนียบัตรและบัตรโดยสารที่ระลึกแก่ผู้ร่วมเที่ยวบิน จัดให้มีการนำผู้สนใจเข้าทัวร์ในบริเวณสนามบิน โดยมัคคุเทศก์อาสาสมัครจากมหาวิทยาลัยต่างร่วมกับการท่าอากาศยานและรถรถโดยสาร ขสมก. ได้มีเส้นทางพิเศษเพื่อเข้าชมสนามบินและสถานที่ท่องเที่ยวในบริเวณใกล้เคียง
นอกจากนี้รัฐบาลคาดว่าจะได้รับการรับรองจากกรมการขนส่งทางอากาศ ภายใต้มาตรฐานนานาชาติที่ออกโดย องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และ องค์การการบินพลเรือนสากล เพื่อเปิดใช้ในทางพาณิชย์อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 28 กันยายน 2549 นี้ (เริ่มย้ายและให้บินขึ้นลงได้ตั้งแต่ 15 กันยายน) และกำหนดให้วันที่ 1 กันยายน เป็นวันแรกของการทดลองบินของสายการบินจากต่างประเทศ
การคมนาคม
แผนที่แสดงเส้นทางเข้าถึงสนามบิน การเข้าถึงสนามบินสุวรรณภูมิสามารถเข้าถึงได้โดยทางรถยนต์ รถโดยสารประจำทาง ของ ขสมก. 6 สาย ในอนาคตมีแผนก่อสร้างเส้นทางรถไฟฟ้าจากบริเวณสถานีมักกะสันมายังสนามบินในชื่อ แอร์พอร์ตเรลลิงก์ (Airport Rail Link) ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ท่าอากาศยานมีทางเข้าออกทั้งหมด 6 เส้นทางคือ
แผนที่แสดงเส้นทางเข้าถึง
สนามบิน
๐ ทิศเหนือ เป็นถนนยกระดับขนาด 8 ช่องจราจร จากถนนกรุงเทพ-ชลบุรีสายใหม่ เข้าสู่อาคารผู้โดยสาร
๐ ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นถนนขนาด 6 ช่อง เชื่อมกับทางยกระดับจากถนนร่มเกล้าและถนนกิ่งแก้ว
๐ ทิศใต้ เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร เชื่อมกับถนนบางนา-ตราด และทางด่วนบูรพาวิถี
๐ ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นถนนขนาด 4 ช่องจราจร เชื่อมกับถนนอ่อนนุช
๐ ทิศตะวันตก เป็นถนนขนาด 4 ช่องทางจราจร เชื่อกับถนนกิ่งแก้ว
(กำลังก่อสร้าง) รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายพญาไท มักกะสัน สุวรรณภูมิ วิ่งเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร มีสถานีรถไฟฟ้าใต้อาคารผู้โดยสาร
สำหรับที่จอดรถ ในบริเวณใกล้ส่วนอาคารผู้โดยสาร จะเป็นเพียงอาคารที่จอดรถระยะสั้น 2 อาคาร จุได้ 5000 คัน บริหารงานโดยบริษัทที่ได้รับสัมปทานในการจัดเก็บค่าจอดรถในราคาต่อชั่วโมง ส่วนบริเวณจอดรถระยะยาว จะเป็นลานกว้างอยู่ห่างออกไป ใกล้กับบริเวณที่จอดรถบัส และที่จอดรถแท็กซี่สาธารณะ (402 คัน) บริเวณให้บริการเช่ารถยนต์ (408 คัน) ผู้โดยสารในบริเวณนี้สามารถเดินทางเข้าสู่อาคารผู้โดยสาร โดยรถบริการภายในสนามบินผ่านทางชัตเติลบัสอีกทอดหนึ่ง
ท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ มีพื้นที่ประมาณ 20,000 ไร่ ตั้งอยู่ที่ ประมาณถนนบางนาตราดกิโลเมตรที่ 15 อยู่ในเขตตำบลราชาเทวะ อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งอยู่ห่างจากใจกลางกรุงเทพมหานคร 25 กิโลเมตร ประกอบไปด้วยส่วนหลัก ได้แก่
ระบบทางวิ่ง ทางขับ และลานจอดอากาศยาน
ทางวิ่ง มี 2 เส้น กว้างเส้นละ 60 เมตร ยาว 3,700 เมตร และ 4,000 เมตร ห่างกัน 2,200 เมตร มีทางขับขนานกับทางวิ่งทั้ง 2 เส้น ให้บริการขึ้น-ลง ของอากาศยานได้พร้อมกัน และเมื่อพัฒนาจนสมบูรณ์แล้ว จะมีทางวิ่งทั้งหมด 4 เส้น เป็นทางวิ่งข้างละ 2 เส้นขนานกัน และมีหลุมจอดอากาศยาน มีจำนวน 120 หลุมจอด (จอดประชิดอาคาร 51 หลุมจอด และจอดระยะไกลอีก 69 หลุมจอด) รวมถึงหลุมจอดอากาศยานขนาดใหญ่ไว้ด้วย จำนวน 5 หลุมจอด
อาคารผู้โดยสาร
อาคารผู้โดยสารเป็นอาคารเดี่ยว ช่วงกว้าง ไม่มีเสากลางอาคาร มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 563,000 ตร.ม. มี 8 ชั้น รวมชั้นใต้ดิน อยู่ทางทิศเหนือของท่าอากาศยาน รองรับผู้โดยสารได้ 45 ล้านคนต่อปี ภายในอาคารมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น จุดตรวจบัตรโดยสาร 360 จุด จุดตรวจหนังสือเดินทาง ขาเข้า 124 จุด / ขาออก 72 จุด โดยมีระบบรักษาความปลอดภัยแบบ 100% Hold Baggage In-line Screening System นอกจากนี้ยังมีสถานีรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนอยู่ใต้อาคาร
อาคารท่าเทียบเครื่องบิน
อาคารท่าเทียบเครื่องบิน หรือคอนคอร์ส มีท่าเทียบ 51 จุด 5 จุดสามารถรอรับเครื่องบินขนาดใหญ่ เช่น Airbus A-380 ได้ ลักษณะสถาปัตยกรรมทันสมัย หลังคารูปโค้งกรุผ้าใบสลับกระจกโค้ง นอกจากการจอดเทียบท่าแล้วสามารถจอดที่ท่ากลางลานได้ รวมแล้วสามารถรองรับเครื่องบินได้ราว 120 ลำ
งานศิลปะภายในสนามบิน
ได้มีการติดตั้งผลงานศิลปะไทย ทั้งจิตรกรรมและประติมากรรม ประดับหลายชิ้นภายในและภายนอกอาคารของสนามบินสุวรรณภูมิ มูลค่ารวมกันทั้งสิ้นกว่า 100 ล้านบาท เช่น ประติกรรมจำลองยักษ์จากวัดพระศรีรัตนศาสดาราม จำนวน 12 ชิ้น ประติมากรรมนารายณ์กวนเกษียรสมุทร มูลค่า 48 ล้านบาท ภาพจิตรกรรมฝาผนังจำลอง ของศิลปินที่มีชื่อเสียงของไทย
งานภูมิทัศน์
งานออกแบบภูมิทัศน์โดยรอบสนามบิน และภายในส่วนเปิดโล่งของสนามบิน นั้นมีลักษณะเป็นไทย เดิมออกแบบโดย ปีเตอร์ วอล์คเกอร์ (Peter Walker) ภูมิสถาปนิกชาวอเมริกัน นับเป็นงานภูมิสถาปัตยกรรมภายในสนามบินที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แบบเดิมนั้นมีแนวความคิดหลักสองแนวคิด คือสวน "เมือง" (city) เป็นสวนน้ำพุ ประดับด้วยกระเบื้อง ประติมากรรมรูปทรงเจดีย์ และน้ำพุ และสวน "ชนบท" (country) ใช้หญ้าท้องถิ่น และต้นไม้ตัดแต่ง (topiary) รูปฝูงช้าง ต่อมาเพื่อให้สอดคล้องกับงบประมาณได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบใหม่ และให้ภูมิสถาปนิกไทยปรับแบบ แต่ยังคงแนวคิดเมืองและชนบทอยู่
อาคารจอดรถ
อาคารจอดรถมี 2 อาคาร แต่ละอาคารสูง 5 ชั้น เชื่อมต่อกับอาคารผู้โดยสาร สามารถรองรับรถยนต์ได้ถึง 5,000 คัน นอกจากนี้ยังมีที่จอดรถบริเวณอื่นๆ รวมทั้งหมดกว่า 15,677 คัน
ระบบสาธารณูปโภค
ระบบป้องกันน้ำท่วม มีการสร้างเขื่อนดินสูง 3.5 เมตร กว้าง 70 เมตร โดยรอบพื้นที่ท่าอากาศยาน และมีอ่างเก็บน้ำภายใน 6 แห่ง ซึ่งสามารถรองรับน้ำได้ 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร
ระบบน้ำประปา เชื่อมต่อกับระบบประปาของการประปานครหลวง และมีถังน้ำประปาสำรองขนาด 40,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งสามารถสำรองน้ำประปาไว้ใช้ได้ 2 วัน
สถานีแปลงไฟฟ้าย่อย เป็นสถานีแปลงไฟฟ้าเพื่อลดแรงดันไฟฟ้าจาก 115 กิโลโวลต์ ให้เหลือ 24 กิโลโวลต์ มีจำนวน 2 สถานี เพื่อจ่ายไฟฟ้าให้แก่ทุกระบบภายในท่าอากาศยาน
ระบบบำบัดน้ำเสีย สามารถบำบัดน้ำเสียได้ 16,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน
ระบบจัดเก็บกากของเสีย สามารถกำจัดกากของเสียได้ประมาณ 100 ตันต่อวัน
ระบบบริการคลังสินค้า
คลังสินค้ามีพื้นที่ให้บริการประมาณ 568,000 ตารางเมตร และมีการให้บริการแบบเขตปลอดพิธีการศุลกากร (Free Zone) ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความสะดวกรวดเร็ว ซึ่งรองรับสินค้าได้ 3 ล้านตันต่อปี
บรรยากาศส่วนรับรองภายในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
ระบบอื่นๆ
ระบบโภชนาการ - ระบบโภชนาการสามารถผลิตอาหาร ให้แก่สายการบินต่างๆ ได้ 100,000 ชุดต่อวัน
โรงซ่อมบำรุงอากาศยาน - โรงซ่อมบำรุงอากาศยานมีจำนวน 2 โรง สามารถจอดอากาศยานขนาดใหญ่ เช่น แอร์บัส เอ 380 ได้
ศูนย์ควบคุมการจราจรทางอากาศ - ศูนย์ควบคุมฯ มีหอบังคับการบินที่สูงที่สุดในโลก (132.2 เมตร) ที่พร้อมไปด้วยระบบวิทยุสื่อสารการบิน ระบบติดตามอากาศยานเขตประชิดสนามบินและระบบติดตามอากาศยานภาคพื้นดิน รวมทั้งระบบนำร่องอากาศยานที่ทันสมัย
โรงแรมและบริการ - โรงแรมตั้งอยู่ด้านหน้าอาคารผู้โดยสาร ในระยะแรกมีจำนวน 600 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ
นอกจากนี้ภายในท่าอากาศยาน จะมีการบริการต่างๆ มากมาย เช่น ศูนย์บริการรถเช่า ร้านค้า ภัตตาคาร สถานีเติมน้ำมัน ฯลฯ
ความเป็นที่สุดของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
1.อาคารผู้โดยสาร (MAIN TERMINAL) ซึ่งจะมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก คือมีพื้นที่ประมาณ 563,000 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าสนามบินของฮ่องกง ประมาณ 10,000 ตารางเมตร
2.หอวิทยุการบินที่สูงที่สุดในโลกด้วยความสูงถึง 132 เมตร ซึ่งสูงกว่าหอวิทยุการบินของมาเลเซียถึง 10 เมตร
3.โรงแรมที่ตั้งอยู่ด้านหน้าของสนามบิน ที่มีห้องพักถึง 600 ห้อง ซึ่งบริเวณล็อบบี้ของโรงแรมถือว่าใหญ่ที่สุดในโลกเลย เนื่องจากด้านล่างของล็อบบี้โรงแรม เป็นสถานีรถไฟ Airport Link
ข้อมูลโครงสร้างและสถาปัตยกรรม
อาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรณภูมิเป็นอาคารขนาดใหญ่ มีพื้นที่ใช้สอยประมาณ 583,000 ตารางเมตร ประกอบด้วยอาคารพักผู้โดยสาร 7 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน มีพื้นที่ใช้สอย 182,000 ตารางเมตร และอาคารเทียบเครื่องบินสูง 4 ชั้น พร้อมชั้นใต้ดิน มีพื้นที่ใช้สอย 381,000 ตารางเมตร
อาคารประกอบด้วยผนัง 2 ชนิด ชนิดแรกเป็นผนังอลูมิเนียม จากพื้นชั้นล่าง
ถึงพื้นชั้นสอง (เฉพาะบางส่วนของอาคาร) นอกเหนือจากนั้นจากพื้นชั้นสองถึงหลังคา และบางส่วนจากพื้นชั้นล่างถึงหลังคา
จะเป็นผนังกระจกติดตั้งโดยระบบ Cable Stayed เรียกว่า Cable Stayed facade
แนวคิดการออกแบบ
ผนังชนิดอลูมิเนียมประกอบ (Composite Aluminum Panel) ประกอบด้วยโครงเหล็กยึดติดกับผนัง
คอนกรีตบล็อกกับ
แผ่นอลูมิเนียมเคลือบสารชนิดพิเศษที่เรียกว่า Fluorocarbon ซึ่งทนทานต่อสภาพอากาศ สารเคมี และอุณหภูมิสูงได้อย่างดีเยี่ยม
ส่วนผนักกระจก (Cable Stayed Facade) ประกอบด้วยกระจกกรองแสงนิรภัยชนิดซ้อนทับ (Laminatec) หนา 21.52 มิลลิเมตร ขนาดโดยทั่วไปกว้าง 2.25 เมตร สูง 2.45 เมตร ติดตั้งบนโครงเหล็กที่มีส่วนประกอบของเหล็ก
รูปพรรณกลมกลวง เหล็กหล่อ ณ จุดรองรับและสายเคเบิลเหล็กกล้าและสายเคเบิลเหล็กไร้สนิม (Stainless Steel Cable)
ผนังกระจกชนิด Cable Stayed Facade ถูกออกแบบให้เป็นระบบอิสระ มีการแอ่นตัวในแนวระนาบ อันเนื่องจาก
แรงลม และเนื่องจากช่วงคานของโครงหลังคาห่างกันมาก
ประกอบกับโครงหลังคาเป็นโครงเหล็ก
ที่มีขนาดใหญ่มาก
จึงทำให้
มีการเคลื่อนตัวทั้งในแนวนอนและแนวดิ่งอันเนื่องมาจากแรงลม และการเปลี่ยนแปลง
ของอุณหภูมิ โดยการเคลื่อนตัวในแนวดิ่ง การที่มีการเคลื่อนตัวของหลังคาอยู่ตลอดเวลาทำให้ผนังของอาคารไม่สามารถ
ยึดเกาะกับโครงหลังคาโดยตรงได้ จึงต้องมีผนัง
อลูมิเนียมชนิด ยืด-หด ได้
นำไปติดตั้งระหว่างกระจกแผ่นสุดท้าย
กับโครงหลังคา เพื่อรองรับการเคลื่อนตัวของโครงหลังคา
โครงสร้างมีลักษณะเป็นเสาเหล็กติดตั้งบนพื้นคอนกรีตด้วยสลักเหล็ก สามารถหมุนรอบจุดรองรับได้ใน
แนวตั้งฉาก
กับผนังกระจก ปลายบนของเสา ยึดจับกับโครงหลังคาด้วยชิ้นส่วนที่เชื่อมโยงในแนวนอน (Linkage) ที่ปลายบนของเสาเหล็ก (VT) จะมีคานเหล็ก (CT) ติดตั้งไว้ในแนวนอนต่อเนื่องกันไปจนถึง VT ตัวสุดท้ายที่มุมของอาคารหรือที่จุดต่อของอาคาร (Movement Joint) บน CT จะมี Finger ติดตั้งอยู่
จำนวน 4 ตัว ต่อ CT 1 ตัว โดย Finger จะทำการส่งผ่านน้ำหนัก
ของกระจกที่แขวนอยู่บนเหล็กเส้นไร้สนิม (stainless steel rod : Tension rod) ซึ่งยึดติดที่ปลาย finger มายัง CT จากนั้น CT ก็จะส่งถ่ายน้ำหนักไปยัง VT ต่อไป
ผนังกระจกสูง 26 เมตร ติดตั้งโดยปราศจากคานบน (Top Ring Beam) การสร้างครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่เป็น
การก่อสร้างในประเทศไทย ดังนั้นการติดตั้งใช้
ความระมัดระวังอย่างมากและความตั้งใจในการทำงานสูง และก่อสร้างด้วยความระวังเป็นพิเศษ ส่วนการตั้งให้ตรงและการจัดวางสายเคเบิลให้ดึงอย่างถูกต้อง นับว่าเป็นความภูมิใจที่การติดตั้งสำเร็จสมบูรณ์
ตรงตามแนวคิดการออกแบบและจุดประสงค์ในการสร้าง
Statement on Design for the new Bangkok International airport
การออกแบบสนามบินสุวรรณภูมิ
สถาปัตยกรรมได้ถูกออกแบบขึ้น โดย Helmut Jahn สถาปนิกชาวเยอรมัน เจ้าของบริษัท Murphy/Jahn ผู้ซึ่งออกแบบสนามบินชิคาโก และตึกโซนี่เซ็นเตอร์ ที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งถือเป็นวิศวกรรมโดยเน้นแก่นแท้เพื่อประสิทธิแห่งการใช้สอยเป็นสำคัญ และเพื่อสัญลักษณ์การเป็นสนามบินที่ยิ่งใหญ่ของไทย
เทคโนโลยีของการก่อสร้างถูกนำมารวบรวมไว้ เพื่อเพิ่มสมรรถภาพของอาการแห่งอนาคต วัสดุหลักคือกระจกก็เลือก
มาใช้ผสมผสาน คุณสมบัติให้ได้อย่างเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ทั้งภายนอกและระบบนิเวศน์ภายในอาคารเอง
ทั้งกระจกและแสงได้ถูกออกแบบให้เกิดมิติ และประสบการณ์ใหม่ อันหลากหลายแก่ผู้ใช้อาคาร
ระบบนิเวศน์ภายในอาคารก็ได้ถูกออกแบบไว้เพื่อประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงประหยัดพลังงานเป็นสำคัญ
มีการนำระบบพื้น
หล่อเย็นมาใช้ซึ่งทำให้ประหยัดพลังงาน ในระบบปรับอากาศอย่างยิ่งยวดเป็นต้น
สะท้อนความเป็นไทยผ่านงานศิลปกรรมของศิลปินไทย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรมไทย
ทั้งร่วมสมัย
และแบบดั่งเดิม อันประกอบด้วยบุษบก 2 หลัง ศาลาไทย 2 หลัง ยักษ์ 12 ตน ภาพเขียนของ
จิตรกรอาวุโสนับร้อยกว่าชิ้น เป็นต้น
รูปแบบอาคารได้ถูกสะท้อนผ่านกระบวนการออกแบบโดยผสมผสาน
วิศวกรรมสาขาต่างๆ ออกมาอย่างง่ายๆ ตรงไปตรงมา จึงมีความโดดเด่น และประกาศความเป็นหนึ่งเดียวของสถาปัตยกรรมและวิศวกรรม
ข้อมูลเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่น่าสนใจ
ตัวอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบิน คือ ระยะห่างระหว่างเสาแต่ละต้นของตัวอาคารผู้โดยสาร คือ 9 เมตร โดยเสาหลักหรือเสาไพลอนที่ค้ำซูเปอร์ทรัส
หรือคานหลักรั้น มี 2 ตัวต่อ 1 คาน รวมกันเป็น 1 ชุด (เสา 2 ตัวที่ค้ำคานนี้จะห่างกัน 81 เมตร เลข 8 และ 1 บวกกันได้เลข 9)
ชุดเสาที่อยู่ทางทิศตะวันออกจะห่างจากชุดเสาทางด้านทิศตะวันตก 126 เมตร (เลข 3 ตัว บวกกันได้ 9) และหลังคาผ้าใยสังเคราะห์ที่ติดตั้งกับอาคารเทียบเครื่องบินมี
ทั้งหมด 108 bays ซึ่งสามารถหารด้วยเลข 9 ลงตัว
สำหรับทางเลื่อนระนาบผิวเฉพาะในอาคารเทียบเครื่องบินมีทั้งหมด 95 ชุด โดยมีความยาวตั้งแต่ 27 เมตร และ 108 เมตร (2+7 เท่ากับ 9 หรือ 1+0+8 ก็เท่ากับ 9) ความเร็วของทางเลื่อนในอาคารรวมทั้งทางเลื่อนลาดเอียง มีความเร็ว 45 เมตรต่อนาที เอาเลข 4 บวก 5 เท่ากับ 9
ประติมากรรมรูปยักษ์ (GIANT SCULPTURES)
สืบเนื่องจากขนบธรรมเนียม ความเชื่อและเรื่องเล่าขานมาว่าการปั้นยักษ์ทั้ง 12 ตนทำขึ้นเพื่อปกป้องรักษา
วัดพระศรีรัตนศาสดารามและปกปักษ์รักษาบริเวณนี้ให้ปลอดภัยจากภูตผีปีศาจร้าย ยักษ์เหล่านี้เป็นตัวละครเอกในวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์ ที่ถ่ายทอดความยิ่งใหญ่และความงดงามของประติมากรรมไทย ซึ่งปั้นขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3
รูปปั้นยักษ์มีทั้งหมดหกคู่ติดตั้งยืนตระหง่านที่บริเวณประตูทางเข้าที่เป็นทางสู่ภายในวัดฯ รูปปั้นยักษ์หันหน้าเข้าอุโบสถ สื่อความหมายว่ายักษ์เหล่านี้เฝ้าปกปักษ์รักษาพระแก้วจากภูติผีปีศาจร้าย
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิติดตั้งรูปหล่อยักษ์ทั้ง 12 ตน ที่บริเวณชั้น 2 ของอาคารเทียบเครื่องบิน ยักษ์เหล่านี้แสดงถึงความ
ยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม เหมือนดั้งผู้คุมให้กับประเทศ แต่ดูเป็นการเชื้อเชิญและดึงดูดสายตาผู้มาเยือน อีกทั้งเป็นการนำเสนอ
เรื่องรามเกียรติ์อย่างคร่าวๆ และเชิญชวนให้ผู้พบเห็นไปเยี่ยมชมรูปปั้นยักษ์แม่แบบที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม
รูปปั้นยักษ์ 12 ตน จะตั้งอยู่บริเวณ ชั้น 2 อาคารเทียบเครื่องบิน โดยมีชื่อดังนี้
ทศกัณฐ์ สหัสเดชะ อัศกันมารา จักรวัต อินทรชิต มังกรกัณฐ์ ไมยราพ สุรยะภพ ทศคีรีจันท์ ทศคีรีธร วิรุณจำบัง วิรุณหก
ภาพพิมพ์เหมือน/ภาพพิมพ์ซ้ำ
การออกแบบโครงสร้างภายนอกของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิประกอบด้วยลายเส้นแบบไทยที่สวยงามสร้างสรรค์และ
ดึงดูดสายตา แม้การก่อสร้างจะใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยเพื่อให้บริการอย่างทันสมัยและมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดีการตกแต่งภายในมี
แนวทางการนำเสนอรูปแบบหลากหลายด้าน ทางศิลปะท้องถิ่นการนำภาพวาดของศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกัน
อย่างแพร่หลายรวมทั้งภาพหายากมาพิมพ์ซ้ำและจัดแสดงภายในท่าอากาศยานให้ผู้โดยสารได้ชื่นชมความงามของศิลปวัฒนธรรมไทย และได้สัมผัสถึงศิลปะในวงกว้าง เรื่องราวในภาพได้นำเสนอวิถีชีวิตความเป็นไทย รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณีให้กับผู้เยี่ยมชมจากต่างชาติและคนไทยยุคใหม่
ภาพพิมพ์ซ้ำที่นำมาแสดงภายใน
ท่าอากาศยาน
แนวคิดออกแบบ
เนื่องจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเป็นท่าอากาศยานหลักสำหรับคนต่างชาติที่เข้าออกประเทศไทย จึงมีแนวคิด
ในการนำศิลปะที่เป็นเอกลักษณ์เด่นของไทยจัดแสดงเพื่อให้เห็นถึงศิลปะขนบธรรมเนียมไทยชั้นเลิศผนังแสดงภาพมีจำนวน
ทั้งสิ้น 66 ผนังแต่ละแผงมีขนาด กว้าง 8.20 เมตร สูง 2.80 เมตร แสดงภาพรวม 94 ภาพ อยู่บริเวณทางเดินภายใน
อาคารเทียบเครื่องบิน ศิลปินผู้เขียนภาพและผู้ครอบครองภาพหลายองค์กร อาทิ มูลนิธิธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงเทพ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ และพิพิธภัณฑ์ศิลปะของรัชกาลที่ 9 อนุญาตให้นำภาพเหล่านี้มาแสดงเป็นกรณีพิเศษ
ในการจัดทำภาพพิมพ์ต้องมีความละเอียดอ่อนในการคงลักษณะเดิมทางศิลปะทั้งหมดของภาพเขียนต้นฉบับ หากแต่
ลักษณะพิเศษหลายอย่างอาจไม่สามารถทำให้เหมือนเดิมทุกประการได้ จึงต้องทดแทนโดยการนำเอาเทคนิคการผลิตภาพขั้นสูง
มาใช้เพื่อให้ได้ภาพเหมือนจริงต้นฉบับ ภาพเก่าที่มีคุณค่ามหาศาลได้รับการพิมพ์ซ้ำและเสนอสู่สายตาผู้คนทั่วโลกและ
คนไทยรุ่นใหม่
ด้วยการลงทุนที่สมราคา
ประติมากรรม "เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร"
Scene of the Churning of the Milk Ocean
(ที่มา : บริษัทคิง พาวเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด)
ประติมากรรม
"เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร"
ตำนาน
ตามเทวตำนานการกวนเกษียรสมุทรนั้น พระวิษณุได้เสด็จมาเป็นองค์ประธาน แล้วตรัสให้เหล่าเทวาอสูรช่วยกัน
ถอนภูเขามันทรคีรี อันเป็นแหล่งกำเนิดแห่งมณีนพรัตน์ มาตั้งลงในท่ามกลางทะเลน้ำนมที่สถิตอยู่ในไวกูณฑ์สวรรค์ แล้วให้
ช่วยกัน
เก็บหาสมุนไพรนานาชนิดมาผสมลงในเกษียรสมุทร และมอบหมายให้จอมนาควาสุกิมาเป็นเชือกพันรอบ
มันทรคีรีต่างสายชักโยง โดยออกอุบายยกยอให้เกียรติอสูร ว่าพวกใดมีกำลังเข้มแข็งที่สุดในสามโลกให้มาชักทางฝั่งเศียรนาค เหล่าอสูรหลงกลรีบตรง
เข้ายึด
ชักทางเศียรพญานาควาสุกิทันที ฝ่ายเทวดาก็มาชักทางหาง ทั้งเทวดาและอสูร
ช่วยกันชักดึงมันทรคีรีกันอย่างเต็มกำลัง
ให้ภูเขานั้นหมุนเพื่อกวนสมุนไพรให้เข้ากับน้ำนมในทะเล ระหว่างนั้น พญาวาสุกินาคราชซึ่งเจ็บและเหนื่อยล้าจากการที่ร่างกาย
ถูกเสียดสีจากการพันรอบภูเขาตลอดเวลา ก็อ้าปากคายพิษเป็น
ไฟกรดออกมาทีละน้อย ยังผลให้เหล่าอสูรอ่อนแรงไปตามๆ กัน ตรงข้ามกับเหล่าเทวดาที่ไม่โดนไอร้อน เพราะฉุด
ทางฝั่งหาง ซ้ำยังมีพระลักษมีปติช่วยบันดาลฝนให้โปรยปรายชุ่มชื่นตลอดเวลา
ระหว่างการกวนเกษียรสมุทร มันทรคีรีซึ่งได้ใช้การมานานก็เริ่มเอียงคลอน พระนารายณ์ทราบความจึงรีบ
อวตารไปเป็น
เต่ากูรมาวตาร เพื่อหนุนต้นภูเขาบันทรให้ตั้งตรงขึ้นดังเดิมอีกครั้ง พิธีระหว่างเทวดาและอสูรนี้กินเวลา
ยานนานนับพันๆ ปี การกวนเกษียรสมุทรทำให้เกิดของทิพย์วิเศษสุด 14 อย่างทยอยกันผุดขึ้นมาตามลำดับ
สิ่งที่ 13 และ 14 ที่ผุดขึ้นมาพร้อมๆ กัน คือ ธันวันตริ ผู้เป็นแพทย์สวรรค์ ผุดขึ้นมาทูนหม้อน้ำทิพย์อมฤต
ในขณะที่เหล่าเทวดาและอสูรต่างแย่งชิง
ของวิเศษ 12 อย่าง
ที่ผุดขึ้นมาก่อนหน้านี้ พระนารายณ์ก็ทรงแบ่งอวตารพระกาย
เป็นสตรีรูปงามราวกับพระศรีลักษมี นามว่า "โมหิณี" ตรงมายั่วยวน
เหล่าอสูร และออกอุบายให้เหล่าเทวดาได้ดื่ม
น้ำยมฤตหนึ่งในสี่ส่วนก่อน แล้วที่เหลืออีกสามในสี่ส่วน จะให้เหล่าอสูรได้ดื่มกินต่อจากนั้น
แต่อสุรินทร์ราหูได้แปลงกายปะปนเข้าไปในหมู่เทวดา เพื่อรับการปันน้ำอมฤต เมื่อพระนารายณ์ทรงทราบ จึงขว้างจักรสุทรรศน์ออกไปตัดร่างราหูออกเป็นสองท่อน ในขณะที่กำลังดื่มกินน้ำอมฤตอยู่ แต่ราหูก็ไม่เสียชีวิตด้วยได้ดื่มน้ำอมฤตเป็นอมตะไปแล้ว พระนารายณ์จึงมอบหม้อน้ำ
อมฤตที่ยังเหลืออยู่ให้แก่พระอินทร์ เพื่อนำไปเก็บรักษายังสวรรค์ห้ามผู้ใดแตะต้องอีก สุดท้ายฝ่ายเทวดาซึ่งได้ดื่มน้ำอมฤตเรียบร้อยแล้ว ก็ขับไล่ฝ่ายอสูรทั้งหมดลงจากสวรรค์ไป
ของทิพย์วิเศษสุด 14 อย่าง
1.ดวงจันทร์ พระศิวะหยิบมาปักไว้บนเกศ
2.เพชรเกาสตุภะ
3.ดอกบัวลอยขึ้นมาพร้อมพระลักษมี
4.วารุณี เทวีแห่งสุรา
5.ช้างเผือกเอราวัณ
6.ม้าอุจฉัยศรพ
7.ต้นปาริชาติ
8.โคสุรภี พร้อมของหอม
9.หริธนู
10.สังข์
11.ปวงเทพีอัปสรสวรรค์
12.พิษร้าย ฝูงนาคและงูสูบพิษไว้
13.ธันวันตริ แพทย์สวรรค์
14.หม้อน้ำทิพย์อมฤต
ความหมายของการกวนเกษียรสมุทร
หลังการกวนเกษียรสมุทร ได้บังเกิดของทิพย์วิเศษสิ่งสุดท้าย คือ น้ำอมฤต ซึ่งมีความหมายว่าไม่ตาย ดังนั้น สถานที่ซึ่งเป็นที่สถิตย์ของน้ำอมฤตย่อมเป็นสถานที่อมตะ มั่นคง ยืนยงสถาพร ดุจดั่งคุณสมบัติของน้ำอมฤตอันเป็นที่ปรารถนาของเหล่าเทวดาและอสูร เช่นเดียวกับสุวรรณภูมิ อันเป็นแผ่นดินทอง
ความอุดมสมบูรณ์ ความเจริญรุ่งเรือง มั่นคง เป็นอมตะตลอดกาล
ชื่อประติมากรรม เทวตำนานการกวนเกษียรสมุทร
ความหมาย ความเจริญรุ่งเรืองที่ไม่มีที่สิ้นสุด
ออกแบบและควบคุมการจัดสร้าง กรมศิลปากร
รูปแบบ ประติมากรรมโลหะปิดทองประดับกระจก
ขนาด กว้าง 3 เมตร ยาว 21 เมตร สูง 5.50 เมตร
งบประมาณการก่อสร้าง 48 ล้านบาท
สถานที่ตั้ง โถงผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความภาคภูมิใจของท่าอากาศยานแห่งใหม่ ซึ่งจะเป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทันทีที่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ
ผู้ออกแบบ นายนิคม พลเยี่ยม นายช่างศิลปกรรม 6 กรมศิลปากร
ผลงานของผู้ออกแบบ
๐ ออกแบบเขียนแบบตราเครื่องหมายของกระทรวงแรงงาน
๐ เขียนภาพจิตรกรรมไทยถวายสมเด็จพระราชินีอลิซาเบธแห่งเดนมาร์ก
๐ ออกแบบเขียนแบบพระธรรมจักรทองคำ ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 72 พรรษา
๐ ออกแบบเขียนแบบลวดลายเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณในรัชกาลที่ 9
๐ ออกแบบเขียนแบบพระคฑาสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ (พระคฑาจอมพลหญิง)
๐ ออกแบบเขียนแบบพระคฑาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร
๐ งานประติมากรรม ชิ้นสำเร็จ หล่อด้วยโลหะ ปิดทอง ประดับกระจก เขียนสี
แนวคิดการออกแบบ
สร้างสรรค์ประติมากรรมที่สื่อความหมายเชื่อมโยงถึงผลสัมฤทธิ์ในด้านความเป็นอมตะ และความเจริญรุ่งเรือง
มั่นคง สถาพร ชั่วนิรันดร์ ให้แก่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งเป็นดุจดั่งแผ่นดินทอง อันเป็นอมตะ ตลอดกาล
องค์ประกอบของประติมากรรม
จุดเด่นสำคัญของประติมากรรมจัดวางไว้ตรงกลาง คือ รูปองค์นารายณ์ทรงยืนประทับบนเขามันทรคีรี มีกูรมาวตารเป็นเต่าหนุนใต้ภูเขา
องค์ประกอบรอง ซ้าย-ขวา คือ เหล่าอสูรยืนท่าออกแรงกำลังฉุดชักนาคต้านเศียรของพญาวาสุกรี ส่วนเทวดาชักด้านหาง ยืนหันหน้าเข้าตรงกลางภาพ
ส่วนองค์ประกอบรองลงไป มีขึ้นเพื่อเสริมความงดงามของประติมากรรมให้มีชีวิตชีวามากขึ้น ได้แก่ คลื่นน้ำ พื้นล่างมีหอย ปู ปลา จัดวางให้เป็นธรรมชาติ ซึ่งเมื่อมองภาพรวมแล้ว จะทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา และดูมีพลังเป็นพิเศษ
ขั้นตอนการดำเนินงาน
กันยายน 2548 ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับพิธีกวนเกษียรสมุทรจากตำนาน ร่างลายเส้นและระบายสี
9 มกราคม 2549 พิธีหล่อหมู่หุ่นนาฏกรรม ณ โรงหล่อพระบุญเรือน จังหวัดปทุมธานี โดยมี
สมเด็จพระมหาธีราจารย์ เจ้าอาวาสวัดชนะสงคราม และนายอารักษ์ สังหิตกุล อธิบดีกรมศิลปากร เป็นประธานในพิธี
24 กุมภาพันธ์ 2549 เคลื่อนย้ายหมู่หุ่นนาฏกรรมจากโรงหล่อพระบุญเรือนสู่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
28 กุมภาพันธ์ 2549 เวลา 19.09 น. ภูมิปโลฤกษ์ ซึ่งถือเป็นฤกษ์ของกำลังแผ่นดิน ทำพิธีอัญเชิญพระวิษณุ
(พระนารายณ์) ขึ้นประดิษฐานบนยอดมันทรคีรี
2 มีนาคม 2549 เวลา 16.42 น. ถึง 17.40 น. มหัทโนฤกษ์ ซึ่งถือเป็นฤกษ์ของการค้า การเจรจา การติดต่อ
ทำพิธีนำส่วนหัวของพญานาคขึ้นประกอบกับชิ้นงานประติมากรรม
20 พฤษภาคม 2549 งานระบายสีและตกแต่งประติมากรรมแล้วเสร็จ
ศูนย์การขนส่งสาธารณะ Public Transportation Center
ศูนย์การขนส่งสาธารณะเป็นพื้นที่ที่รองรับกิจกรรมการขนส่งประเภทต่างๆ และกิจกรรมการให้บริการอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่อง โดยมุ่งเน้นการลดปัญหาการแออัดและความคับคั่งของการจราจรหน้าอาคารผู้โดยสาร อีกทั้งเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและภาพลักษณ์ที่ดีของระบบขนส่งภายในท่าอากาศยาน ทั้งนี้ทอท.จะจัดรถโดยสาร
ให้บริการรับ-ส่ง (Airport Shuttle Bus) ให้บริการผู้โดยสารหรือผู้ใช้บริการท่าอากาศยานระหว่างศูนย์ขนส่งสาธารณะไปยังอาคารผู้โดยสารและสถานที่สำคัญใน
ท่าอากาศยาน โดยไม่คิดค่าบริการ
รถโดยสารให้บริการรับ-ส่ง
(Airport Shuttle Bus)
การแบ่งพื้นที่ในศูนย์การขนส่งสาธารณะ ประกอบด้วย
พื้นที่สถานที่จอดรถโดยสาร จำนวน 262 คัน
พื้นที่รถ Limousine จำนวน 304 คัน
พื้นที่บริการรถเช่า จำนวน 397 คัน
พื้นที่รถแท็กซี่สาธารณะ จำนวน 396 คัน
สถานีบริการเชื้อเพลิง มีผู้ประกอบการ 2 ราย
ร้านค้า ร้านอาหาร และกิจกรรมเชิงพาณิชย์อื่นๆ
1.กิจกรรมให้บริการรถ Airport Bus
Airport Bus เป็นรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ ซึ่งเน้นให้บริการสำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้ที่ทำงานในทสภ. และบุคคลทั่วไปโดยเป็นการให้บริการตามปกติจากศูนย์การขนส่งฯ ไปยังจุดมุ่งหมายปลายทางต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
และจังหวัดต่างๆ ดังนี้
1.1 ขสมก. เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการเส้นทางรถโดยสารประจำทางจำนวน 8 เส้นทาง ดังนี้
1) สายทสภ.-มีนบุรี
2) สายทสภ.-แฮปปี้แลนด์
3) สายทสภ.-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ
4) สายทสภ.-บางนา
5) สายทสภ.-สมุทรปราการ
6) สายทสภ.-ท่าอากาศยานกรุงเทพ
1.2 บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ โดยกำหนดเส้นทางรถโดยสารประจำทาง จำนวน 8 เส้นทาง ดังนี้
1) กรุงเทพ (เอกมัย) - บางคล้า
2) กรุงเทพ (จตุจักร) - ชลบุรี
3) กรุงเทพ (จตุจักร) - เมืองพัทยา
4) กรุงเทพ (จตุจักร) - แหลมฉบัง
5) กรุงเทพ (จตุจักร) - บางคล้า
6) กรุงเทพ (จตุจักร) - เขาหิน-สระแก้ว
7) กรุงเทพ (จตุจักร) - บ้านฉาง-ระยอง
8) กรุงเทพ (จตุจักร) - จันทบุรี
9) กรุงเทพ (จตุจักร) - ตราด
10) สายทสภ.- เมืองพัทยา
11) สายทสภ.- ตลาดโรงเกลือ
12) สายทสภ.-หนองคาย
2.กิจกรรมให้บริการรถ Public Taxi
ทอท.ได้จัดให้มีศูนย์รถ Taxi ภายในบริเวณศูนย์การขนส่งสาธารณะ ทสภ. ซึ่งผู้ประกอบการรถ Taxi สามารถเข้ามาให้บริการได้
อย่างเสรี โดยมีเงื่อนไขดังนี้
- สภาพรถ Taxi ที่เข้ามาให้บริการต้องเป็นรถที่มีสภาพดี และมีอายุการใช้งานไม่เกิน 5 ปี (นับตั้งแต่จดทะเบียนครั้งแรก)
- ผู้ขับรถ Taxi จะต้องผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่ ทอท. และกรมการขนส่งทางบกกำหนด โดยได้รับประกาศนียบัตรการอบรมก่อนจึงจะสามารถเข้ามาใช้บริการภายในศูนย์การขนส่งสาธารณะ ทสภ.ได้
3.กิจกรรมให้บริการรถ Car Rent
ผู้ประกอบการรถเช่าที่ประสงค์จะประกอบกิจการ ณ ทสภ. ให้เสนอแผนธุรกิจให้ ทอท.จะพิจารณาผู้ประกอบการแยกประเภทได้ดังนี้
- ผู้ประกอบการรถเช่าประเทศ International Brand ต้องเป็นบริษัทที่มีมาตรฐานระดับโลก มีบริการที่ดีเยี่ยม จำนวนไม่น้อยกว่า 2 ราย
- ผู้ประกอบการประเภทรถเช่า รายย่อยจะต้องรวมกลุ่มกันเข้ามาประกอบการกิจการร่วมกัน
4.กิจกรรมให้บริการ Limousine
ได้มีการกำหนดให้สัมปทานสิทธิบัตรกับผู้ประกอบการให้การบริการรับส่งผู้โดยสารประเภทรถ Limousine จำนวน 3 ราย
- ทอท.เป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการจำนวน 2 ราย โดยวิธีการประมูลซึ่งผู้ประกอบการที่จะยื่นเสนอในแต่ละราย จะต้องมีรถให้
บริการ 2 ประเภท คือ Premium และ Standard โดยให้บริการในประเภท Standard โดยมีเงื่อนไขและคุณลักษณะของรถที่ให้บริการ
ในแต่ละประเภท Premium จำนวน 30-40 คัน และรถที่ให้บริการในประเภท Standard จำนวน 100-130 คัน โดยมีเงื่อนไขและคุณลักษณะของรถที่ให้บริการในแต่ละประเภท ตามที่คณะกรรมการฯ กำหนด อาทิ ผู้ได้รับอนุญาตต้องจัดรถ
ให้ใช้ก๊าซ NGV
อย่างน้อย ร้อยละ 50 ต้องจัดให้มีระบบติดตามรถ เช่น GPS หรือ RFID ภายในระยะเวลา 1 ปี เป็นต้น
- ให้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) (บกท.) เป็นผู้ดำเนินการรถ Limousine รายแรก โดยกำหนดจำนวนรถที่ให้บริการไม่เกิน 100 คัน
และไม่อนุญาตให้ บกท. ไม่ว่ากรณีใดๆ ซึ่ง ทอท.จะต้องเรียกเก็บอัตราค่าตอบแทนจาก บกท.เช่นเดียวกับที่เรียกเก็บจากผู้ประกอบการเอกชน
รายอื่นตามอัตราส่วน ทั้งนี้ในกรณีที่ บกท.ไม่ดำเนินการกิจการรถ Limousine เองให้ ทอท.สรรหาผู้ประกอบการรายที่ 3 มาประกอบกิจการ หรือหากไม่ดำเนินการจัดหาผู้ประกอบการเพิ่มเติมแล้ว ก็สามารถนำจำนวนรถที่ได้จัดสรรให้กับ บกท.ในเบื้องต้นมาแบ่งสรรให้กับ
ผู้ประกอบการทั้ง 2 ราย ในจำนวนที่เท่านั้น โดยคิดค่าตอบแทนตามสัดส่วนจำนวนรถที่เพิ่มขึ้น
5.กิจกรรมให้บริการรถ Airport Express
Airport Express เป็นรถโดยสารปรับอากาศสำหรับให้บริการผู้โดยสารที่เดินทางโดยเครื่องบินจากอาคารผู้โดยสารไปยัง
จุดหมายปลายทางที่เป็น
โรงแรมชั้นนำ
ของกรุงเทพมหานคร (ไป-กลับ) โดยองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ (ขสมก.) หรือเอกชนทุกรายมีสิทธิในการประกอบการเท่าเทียมกัน ในกรณีที่มีผู้สนใจเข้าร่วมประกอบการหลายราย กรมการขนส่งทางบก จะพิจารณาดำเนินการเสนอคณะกรรมการควบคุมการขนส่ง
ทางบกกลางตามที่กำหนดไว้ ในเบื้องต้นได้กำหนดเส้นทาง Airport Express ไว้ จำนวน 4 เส้นทาง ดังนี้
1) สาย ทสภ. - มีนบุรี
2) สาย ทสภ. - หัวลำโพง
3) สาย ทสภ. - บางลำพู
4) สาย ทสภ. - ถนนวิทยุ (ช่วง ทสภ. - สุขุมวิท (นานาเหนือ)
6.กิจกรรมให้บริการรถ Shuttle Bus
ทอท.จะพิจารณาจัดจำนวนรถโดยสารบริการ รับ-ส่ง ภายในท่าอากาศยาน หรือ Airport Shuttle Bus ตามปริมาณความต้องการ
ในแต่ละช่วงเวลา กล่าวคือ จะจัดรถให้บริการชั่วโมงเร่งด่วนมากกว่าช่วงเวลาปกติ โดยในเบื้องต้นได้กำหนดเส้นทางที่จะให้บริการไว้ 3 เส้นทางดังนี้
Route A1 ระยะทาง 10.60 ก.ม. Route A2 ระยะทาง 10.030 ก.ม. Route P ระยะทาง 8.70 ก.ม.
Long Term Parking Bus Terminal Bus Terminal
Thai City Thai City Long Term Parking
Domestic Cargo Domestic Cargo Main Terminal
Main Terminal Main Terminal Car Rental
Free Zone Free Zone Bus Terminal
Airmall Center Thai Catering
Thai Catering Car Rental
Car Rental Bus Terminal
Bus Terminal
ระบบสายพานลำเลียง
กระเป๋าสัมภาระเป็นสิ่งที่จำเป็นและสำคัญในการเดินทาง การอำนวยความสะดวกในการขนส่ง กระเป๋าของผู้โดยสารไปยังเครื่องบินด้วยความถูกต้อง และแม่นยำทั้งยังต้องนำกระเป๋าสัมภาระไปผ่านการตรวจวัตถุระเบิดและวัตถุอันตราย เพื่อให้ผู้โดยสารเดินทางด้วยความปลอดภัย ฝ่ายระบบลำเลียงกระเป๋าจึงได้รับการจัดตั้งขึ้น ภายใต้การกำกับดูแลของสายงานปฏิบัติการท่าอากาศยาน โดยมีหน้าที่รับผิดชอบดำเนินการเกี่ยวกับการปฏิบัติและบำรุงรักษาระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ซึ่งมีความยาวรวมทั้งหมดประมาณ 22 กิโลเมตร และสามารถรองรับการขนส่งกระเป๋าของผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก ได้ทุกแบบของเครื่องบินจนถึงเครื่องบิน
ขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Super Jumbo หรือ A-380
ระบบสายพานลำเลียงภายในท่าอากาศยาน
การจัดหน่วยของฝ่ายระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ มีส่วนปฏิบัติการและบำรุงรักษาระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระเป็นส่วนงานหลักในการดำเนินการ อันประกอบด้วย 4 งาน ได้แก่ งานปฏิบัติการอาคารผู้โดยสาร ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบในด้านการปฏิบัติการและบำรุงรักษาสายพานลำเลียงกระเป๋า
และเครื่องชั่งน้ำหนักในขั้นตอนการตรวจบัตร
โดยสาร รวมทั้งดำเนินการเกี่ยวกับกระเป๋าสัมภาระที่มีน้ำหนักหรือ
ขนาดเกินพิกัดที่กำหนด งานลำเลียงกระเป๋าสัมภาระมีหน้าที่ปฏิบัติการและบำรุงรักษาสายพานลำเลียงกระเป๋า
ทั้งขาเข้าและขาออก ดำเนินการกับกระเป๋าของผู้โดยสารที่มาเช็คอินก่อนเวลา งานอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบรับผิดชอบ
ดูแลอุปกรณ์เชื่อมต่อระบบ เช่นเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด CTX เครื่องอ่านบาร์โค้ด เป็นต้น
งานศูนย์ควบคุมระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ เป็นศูนย์กลางในการควบคุมระบบทั้งหมด ซึ่งสามารถเปิด-ปิด ตลอดจนเฝ้ามองระบบว่ามีกระเป๋าติดหรือขัดข้องที่ตำแหน่งใด ทำให้แก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ฝ่ายระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระยังมีวิศวกรและนักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ และงานธุรการให้การสนับสนุน
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน
ระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ประกอบด้วยส่วนประกอบ 2 ส่วนหลัก คือ
- ระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระขาออก
- ระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระขาเข้า
ภาพรวมระบบจัดการกระเป๋าสัมภาระขาออก
ระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระขาออกแบ่งเป็น 2 ชุดที่เหมือนกันคือ ชุดตะวันออกและชุดตะวันตก การออกแบบให้แยกเป็น 2 ชุดนี้ จะช่วยลดปัญหาเมื่อเกิดขัดข้องและทำให้แต่ละชุดทำงานได้อย่างอิสระและอ่อนตัวได้ ระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระขาออก หมายถึง การจัดการกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารขาออก และรวมถึงกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง (Transfer) เริ่มจากบริเวณชั้น 4 ของอาคารผู้โดยสารจะมีเคาน์เตอร์ตรวจบัตรโดยสาร จำนวน 10 เกาะ (Island) แต่ละเกาะแบ่งออกเป็น 2 แถว (Row) และแต่ละแถวประกอบด้วย
ระบบสายพานลำเลียงภายในท่าอากาศยาน
ดังนั้นรวมมีเช็คอินเคาน์เตอร์ทั้งหมด 460 เคาน์เตอร์ ซึ่ง 100 เคาน์เตอร์สำหรับผู้โดยสารที่ไม่มีกระเป๋าเช็คอิน เมื่อผู้โดยสารได้รับการตรวจบัตรโดยสารและนำกระเป๋าวางลงบนสายพานเครื่องชั่งน้ำหนัก และพนักงานตรวจบัตรโดยสารจะติดแผ่นป้าย Bag Tag ที่กระเป๋า กระเป๋าจะถูกส่งตามสายพานไปยังชั้น 3 ด้านสายพาน Transport conveyor หลังจากนั้นจะถูกส่งผ่านชั้น 2 ไปยังชั้น 1 ด้วยสายพานจำนวน 4 lines กระเป๋าสัมภาระขาออกจะถูกตรวจสอบด้วยเครื่องตรวจวัตถุระเบิด CTX ถ้าตรวจไม่ผ่านจะถูกส่งเข้าไปตรวจอีกในห้องตรวจสอบกระเป๋า เมื่อถึงเวลาที่กำหนดก็จะถูกส่งไปยัง Make up carousel ซึ่งมีทั้งหมดจำนวน ...ชุด เพื่อให้สายการบินขนส่งกระเป๋าไปยังเครื่องบินต่อไป
สำหรับกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง จะถูกขนมาเครื่องบิน แล้วนำมาวางลงสายพาน Transfer ซึ่งมีอยู่ฝั่งละ 4 lines กระเป๋าสัมภาระจะถูกส่งไปยังสายพาน เพื่อจะไปตรวจสอบด้วยเครื่องตรวจวัตถุระเบิด CTX หลังจากนั้นจะถูกส่งไปยัง Make up carousel เหมือนกับกระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารขาออก
นอกจากนี้ยังมี Re-check-in counter ที่บริเวณชั้น 2 สำหรับผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องจากเที่ยวบินระหว่างประเทศ มายังเที่ยวบินภายในประเทศ
ภาพรวมการลำเลียงกระเป๋าสัมภาระขาเข้า
ระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระขาเข้า เริ่มจากพนักงานของสายการบินขนกระเป๋าจากเครื่องบินมายังสายพานขาเข้าที่ชั้น 1 กระเป๋าสัมภาระจะถูกส่งขึ้นไปยังแท่นหมุนรับกระเป๋าขาเข้า ภายในห้องผู้โดยสารขาเข้าที่ชั้น 2 ซึ่งมีทั้งหมด 22 ชุด แบ่งออกเป็น แท่นหมุนรับกระเป๋าผู้โดยสารภายในประเทศจำนวน 5 ชุด แท่นหมุนรับกระเป๋าผู้โดยสารระหว่างประเทศ จำนวน 17 ชุด แท่นหมุนรับกระเป๋าชุดสุดท้ายมีความยาวเป็นพิเศษและมีสายพานป้อนจำนวน 2 เส้น เพื่อรองรับกระเป๋าจากเครื่องบิน A-380
ระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระทั้งหมด จะอยู่ภายใต้การควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์อันทันสมัย และมีประสิทธิภาพ ซึ่งติดตั้งอยู่ในห้องควบคุมระบบที่บริเวณชั้น 1 ของอาคารผู้โดยสารสามารถควบคุมการเปิด-ปิด ตรวจสอบการทำงานของระบบว่า มีกระเป๋าติดขัดที่ใดในระบบ ตรวจสอบว่าอุปกรณ์ใดขัดข้อง และสามารถพิมพ์รายงานสถานภาพของระบบ ตลอดจนบันทึกประวัติการทำงานของระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระได้
หลังคาผาใยสังเคราะห์ (FABRIC MEMBRANE ROOF)
หลังคาใยสังเคราะห์ หรือ Fabric Membrane Roof ของอาคารเทียบเครื่องบิน ทำจากวัสดุใยสังเคราะห์โปร่งแสงคล้ายผ้าใบ ซึ่งสามารถออกแบบให้เป็นรูปทรงที่สะดุดตาได้ จะเห็นได้ว่าอาคารเทียบเครื่องบินเป็นอาคารรูปตัด อาคารมีส่นโค้งของรูปทรงไข่ไก่ ประกอบด้วยกระจกและผ้าใยสังเคราะห์ ซึ่งมีลักษณะที่สะดุดตาต่อสาธารณชนได้เป็นอย่างดี อาคารเทียบเครื่องบินมี Fabric Membrane Roof ทั้งหมด 108 Bays
แนวคิดในการออกแบบ
การออกแบบ Fabric Membrane เพื่อที่จะให้อาคารมีเอกลักษณ์พิเศษและสอดคล้องกับโครงสร้างที่สามารถ Take Span ได้กว้างกว่าวัสดุอื่นๆ Fabric Membrane Roof มีทั้งหมด 3 ชั้น
พนักงานกำลังทำความสะอาด
บริเวญหลังคาก่อนการเปิดใช้งาน
1.ชั้นนอก (Out Membrane) คุณสมบัติ เป็นผ้าทำจากใยสังเคราะห์ Fiber Glass ความหนาประมาณ 1 มิลลิเมตร เคลือบด้วยสาร Teflon เพื่อป้องกันแสงอาทิตย์ ฝน และบรรยากาศภายนอกอาคารรวมทั้งเสียงจากเครื่องบินโดยสาร มีความลื่นเป็นผิวมัน มีความทนทานต่อสภาพลมฟ้าอากาศภายนอกได้สูงกว่าปกติ และฝุ่นละอองไม่เกาะที่ผิวด้านนอก เนื่องจากเป็นผิวเคลือบเทฟลอน (Teflon) มีความลื่นเป็นผิวมันจึงไม่ต้องทำความสะอาด (self cleaning) โดยชั้นนอกเป็นผ้าใยแก้วพิเศษ เคลือบด้วย PTFE ทำให้หลังคาชั้นนี้มีความทนทานต่อสภาพลมฟ้าอากาศได้สูงกว่าปกติ
2.ชั้นกลาง (Middle Layer) คุณสมบัติเป็นแผ่น Polycarbonate หนา 6 มิลลิเมตร ติดตั้งบนโครงตาข่ายเหล็กปลอดสนิม (Cable Net) ซึ่งมีคุณสมบัติทนทานต่อแสง UV และป้องกันความร้อนนำและพาที่ผ่านชั้น Out Membrane ทำหน้าที่รับ Load โดยทฤษฎี Air cell System เพื่อ Out Membrane สามารถทนทานต่อแรงลมได้ดี ส่วนชั้นกลางเป็นแผ่นพลาสติก Polycarbonate โพลีคาร์บอเนตใส ติดตั้งบนโครงตาข่ายเหล็กปลอดสนิมเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 12-14 มิลลิเมตร ทำหน้าที่ป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก
3.ชั้นในสุด (Inner Layer) คุณสมบัติ เป็นผืนผ้าทอด้วยใยสังเคราะห์ Fiber Glass ความหนา 0.3 มิลลิเมตร ลักษณะคล้ายผ้าเคลือบด้วยสารเคลือบอลูมิเนียมและสารเคลือบ LOW-E เพื่อป้องกันเสียงและป้องกันความร้อนเข้าในภายในให้แสงสว่างและแสงธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ชั้นในสุดท้ายเป็นผ้าใยแก้วพิเศษ ที่มีเส้นใยสานกันเป็นช่องเปิดขนาดเล็กๆ เพื่อหน้าที่ดูดซับเสียง ลดการสะท้อนเคลื่อนพลังงานความร้อนภายนอกและป้องกันความเย็นภายในอาคารไม่ให้แพร่ขยายออกภายนอก
เลข 9 สู่ความเป็นมงคล
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับสถาปัตยกรรมในการก่อสร้างสนามบินใหม่แห่งนี้ หรือเรียกได้ว่าเป็นเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ อันเป็นมงคล ด้วยการใช้เลข 9 มาเป็นตัวนำโชค
ตัวอาคารผู้โดยสารและอาคารเทียบเครื่องบิน มีระยะห่างระหว่างเสาแต่ละต้นของตัวอาคารผู้โดยสารคือ 9 เมตร
โดยเสาหลักหรือเสาไพลอนที่ค้ำซูเปอร์ทรัส หรือคานหลักนั้น มี 2 ตัวต่อ 1 คาน รวมกันเป็น 1 ชุด (เสา 2 ตัวที่ค้ำคานนี้จะห่างกัน 81 เมตร ขณะที่เลข 8 และ 1 บวกกันได้เลข 9)
อีกส่วนหนึ่งก็คือ ชุดเสาที่อยู่ทางทิศตะวันออกจะห่างจากชุดเสาทางด้านทิศตะวันตก 126 เมตร (เลข 3 ตัว บวกกันได้ 9) และหลังคาผ้าใยสังเคราะห์ที่ติดตั้งกับอาคารเทียบเครื่องบินมีทั้งหมด 108 bays ซึ่งสามารถหารด้วยเลข 9 ลงตัว
สำหรับทางเลื่อนระนาบผิวเฉพาะในอาคารเทียบเครื่องบินมีทั้งหมด 95 ชุด โดยมีความยาวตั้งแต่ 27 เมตร และ 108 (2+7 เท่ากับ 9 หรือ 1+0+8 ก็เท่ากับ 9)
ขณะที่ความเร็วทางเลื่อนในอาคาร รวมทั้งทางเลื่อนลาดเอียงมีความเร็ว 45 เมตรต่อวินาที (เอาเลข 4+5 เท่ากับ 9)
สำหรับคนที่เคยใช้สนามบินดอนเมืองจนชิน แล้วเอาไปเปรียบเทียบกับสนามบินในประเทศอื่นๆ ที่ทันสมัย อาจจะรู้สึกว่าเทียบประเทศเหล่านั้นไม่ได้ แต่วันนี้เมื่อเรามี "สุวรรณภูมิ" แล้ว
ภูมิใจได้เลยว่า สนามบินใหม่แห่งนี้ไม่น้อยหน้าใครอย่างแน่นอน
ที่สุดในโลก
1.อาคารผู้โดยสาร
อาคารผู้โดยสารสนามบินสุวรรรณภูมิ ถือว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยพื้นที่ประมาณ 563,000 ตารางเมตร ซึ่งใหญ่กว่าสนามบินฮ่องกงประมาณ 10,000 ตารางเมตร
2. หอวิทยุการบิน
หอวิทยุการบินสูงที่สุดในโลกด้วยความสูงถึง 132 เมตร ซึ่งสูงกว่าหอวิทยุการบินของมาเลเซียถึง 10 เมตร
3. ล็อบบี้โรงแรม
บริเวณล็อบบี้ของโรงแรมโนโวเทล ถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก เนื่องจากด้านล่างของล็อบบี้โรงแรม เป็นสถานีรถไฟ แอร์พอร์ต ลิงค์ สำหรับโรงแรมดังกล่าวตั้งอยู่ด้านหน้าของสนามบิน มีห้องพักถึง 600 ห้อง
4. โรงซ่อมเครื่องบิน
โรงซ่อมเครื่องบินของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นับเป็นโรงซ่อมที่ใหญ่ที่สุดในโลก สามารถรองรับเครื่องบินขนาดยักษ์แอร์บัส 380 ได้พร้อมกัน 3 ลำ เป็นอาคารสูง 35 เมตร กว้าง 90 เมตร ยาว 270 เมตร โดยไม่มีเสากีดขวาง มีขนาดพื้นที่จอดเครื่องบินรวม 27,000 เมตร โครงหลังคาใช้วัสดุเหล็กที่มีลักษณะเป็นซูเปอร์สตรัคเจอร์ ที่ใช้คานเหล็กมีน้ำหนักรวม 10,000 ตัน ใช้เงินลงทุนก่อสร้างกว่า 1,200 ล้านบาท